ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงกรอบทิศทางยุทธศาสตร์และนโยบายการเงินของประเทศ โดยเน้นย้ำว่า บทบาทหลักของนโยบายการเงินคือการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่ไปกับการประคับประคองระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่นโยบายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเป็นหน้าที่หลักของนโยบายการคลังโดยตรง ทั้งนี้ ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ในปัจจุบัน ยังคงมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทย
ธปท. มีภารกิจสำคัญในการดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% ซึ่งประเมินว่าการหลุดกรอบด้านต่ำส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนน้อยกว่าการหลุดกรอบด้านสูงที่จะเข้าไปซ้ำเติมค่าครองชีพอย่างรุนแรง นอกจากนี้ เครื่องมือทางการเงินยังมีข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Cost-push Inflation) เช่น ราคาพลังงานหรือน้ำมันดิบ ซึ่งการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถควบคุมราคาต้นทุนเหล่านี้ได้โดยตรง โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ธปท. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 2 ครั้ง จนมาอยู่ที่ระดับ 1% ควบคู่กับการใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว
สำหรับแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ ธปท. คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไว้ที่ 2.3% แม้จะยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) การฟื้นตัวแบบ K-Shape และการส่งออกที่ยังกระจุกตัว แต่อัตราการปรับตัวต่อผลกระทบจากราคาพลังงานและสถานการณ์โลกถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2.8% และจะไม่มีเดือนใดที่เงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 4.5% ทำให้สามารถมองข้ามแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้นไปได้
ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้ประเทศไทยนำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มาใช้นั้น ธปท. ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวเนื่องจากไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ เนื่องจากสภาพคล่องที่อัดฉีดผ่านระบบสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะไหลกลับมาฝากไว้ที่ ธปท. โดยไม่ได้เข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริง อีกทั้งการรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวไม่สามารถกดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้านนโยบายการบริหารจัดการค่าเงินบาท ธปท. ยืนยันจุดยืนการเข้าแทรกแซงเฉพาะในช่วงที่เงินบาทเกิดความผันผวนรุนแรงทั้งในทิศทางแข็งค่าหรืออ่อนค่า เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการภาคการส่งออกและนำเข้า โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานสากลเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา







