สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอบคุณรัฐบาล-กระทรวงพลังงาน มาตรการด่วนปรับลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน ชี้ตอบสนองสถานการณ์ตรงจุด ช่วยต่อลมหายใจประชาชนและเพิ่มพื้นที่บริหารต้นทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs
วันที่ 11 ก.ค.69 - ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนภาคเอกชนแสดงความขอบคุณรัฐบาลและหน่วยงานด้านพลังงาน หลังปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซิน ชี้ช่วยลดแรงกดดันต้นทุนกระบวนการผลิตและระบบโลจิสติกส์ ย้ำช่วย SMEs หายใจคล่องขึ้นในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวแสดงความขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่ร่วมมือกันดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และลดต้นทุนการดำเนินงานให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
การปรับลดราคาน้ำมันในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างตรงจุด เนื่องจากราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนกลไกต้นทุนที่แท้จริง และเป็นการส่งผ่านผลประโยชน์จากราคาน้ำมันสากลในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงให้ถึงมือประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานโลกเริ่มคลี่คลายลง
มาตรการนี้มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะราคาน้ำมันเป็นต้นทุนหลักที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในส่วนของค่าขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุกระบวนการผลิต สินค้าเกษตร และอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนในการแบกรับภาระ การที่ราคาน้ำมันปรับลดลงจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ลดแรงกดดันที่อาจส่งผลกระทบไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
นอกจากนี้ การปรับลดราคาน้ำมันยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระรายจ่ายด้านการเดินทางในชีวิตประจำวัน และสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรการบริหารเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาต้นทุนที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนจริง
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มีความเห็นเพิ่มเติมว่า การบริหารราคาพลังงานหลังจากนี้ ควรดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้มาตรการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นส่งผลกระทบกลายเป็นภาระผูกพันในระยะยาว พร้อมทั้งเสนอให้ใช้โอกาสนี้เร่งวางรากฐานโครงสร้างพลังงานใหม่ของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคตต่อไป





