กรมควบคุมโรค รุดสอบพยาธิใบไม้ตับระบาดในนิสิตมหาสารคาม หลังพบผลตรวจปัสสาวะเบื้องต้นเป็นบวก จึงต้องตรวจอุจจาระเพื่อยืนยันผลตามมาตรฐานอนามัยโลก เตือนวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยง "กินดิบ" คือต้นเหตุ ย้ำตรวจเจอเร็วลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี

 

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงกรณีการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม หลังได้รับรายงานว่ามีการตรวจพบความเสี่ยงพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มนิสิตผ่านการตรวจปัสสาวะเบื้องต้น (OV-ATK) โดยระบุว่าขณะนี้ทางกรมฯ ได้เร่งประสานพื้นที่เพื่อดำเนินการสอบสวนโรคและลงพื้นที่สนับสนุนการตรวจยืนยันตามมาตรฐานสากล

สำหรับการตรวจที่พบในเบื้องต้นนั้น เป็นการตรวจคัดกรองเชิงรุกระหว่างกิจกรรมของนิสิต ซึ่งยังไม่พบนิสิตที่มีอาการป่วยแสดงออกมา อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่าวิธีมาตรฐาน (Standard) ที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยคือการตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระ (Stool Examination) ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะช่วยยืนยันการมีอยู่ของพยาธิในท่อน้ำดีได้อย่างแม่นยำ โดยจะใช้วิธี Modified Kato-Katz ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยยืนยันในไทยแล้ว 2,656 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 50-59 ปี, 60 ปีขึ้นไป และที่น่าจับตามองคือกลุ่มอายุ 15-19 ปี ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบตามกระแสวัฒนธรรมอาหารในปัจจุบัน

อธิบดีกรมควบคุมโรค ย้ำเตือนว่า พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) ติดต่อจากการกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาวปรุงไม่สุก หากปล่อยให้ติดเชื้อเรื้อรังนาน 10-20 ปี จะส่งผลให้เกิดการอักเสบและกลายเป็น "มะเร็งท่อน้ำดี" ในที่สุด พร้อมแก้ความเข้าใจผิดที่ว่า การบีบมะนาว การหมัก หรือการดื่มแอลกอฮอล์สามารถกำจัดพยาธิได้นั้น "ไม่เป็นความจริง" วิธีเดียวที่ป้องกันได้คือการกินอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนเท่านั้น โดยเฉพาะปลาร้าต้องต้มสุกก่อนบริโภคทุกครั้ง