วันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “กักตุนอาหาร ยา น้ำดื่ม!” ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 2–3 พฤศจิกายน จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,310 คน  การสำรวจพบว่า ประชาชน 77.63% เคยได้ยินข่าวที่หลายประเทศแนะนำให้เตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 3–7 วัน ขณะที่ 22.37% ไม่เคยได้ยินข่าวดังกล่าว

เมื่อสอบถามเฉพาะผู้ที่เคยได้ยินข่าว จำนวน 1,017 คน พบว่า 35.89% ไม่กังวลเลย และ 32.84% ไม่ค่อยกังวล รวมเป็น 68.73%  ส่วนผู้ที่ค่อนข้างกังวลมี 26.94% และกังวลมาก 4.33% รวมเป็น 31.27%  ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้รับรู้ข่าวส่วนใหญ่ยังไม่วิตกกังวล แต่ก็มีประชาชนเกือบหนึ่งในสามที่รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์

สำหรับคำถามว่ารัฐบาลไทยควรออกประกาศแนะนำให้ประชาชนสำรองสิ่งของจำเป็นเช่นเดียวกับหลายประเทศหรือไม่ ในกลุ่มผู้เคยได้ยินข่าว พบว่า 48.57% เห็นว่าควรรอให้สถานการณ์ชัดเจนก่อนประกาศเตือน , 36.09% เห็นว่าควรประกาศเตือนโดยเร็วที่สุด , 15.34% เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องประกาศเตือน  ผลสำรวจจึงชี้ว่า ประชาชนมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับจังหวะเวลาที่รัฐบาลควรสื่อสารคำเตือน โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดต้องการข้อมูลสถานการณ์ที่ชัดเจนก่อน

รูปภาพบทความ

เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจนจำเป็นต้องสำรองของใช้สำหรับ 3–7 วัน พบว่า ความกังวลอันดับหนึ่งคือ น้ำท่วมใหญ่ 34.58% ตามด้วยการขาดแคลนพลังงาน 28.24%  ขณะที่ 26.34% ระบุว่าไม่มีประเด็นใดต้องกังวล ส่วนความเสี่ยงอื่นที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ อินเทอร์เน็ตล่มทั่วประเทศ 24.27% สงครามโลกครั้งที่สาม 22.98% และการถูกโจมตีทางไซเบอร์ 21.15%  ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า นอกจากความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว ประชาชนยังให้ความสำคัญกับภัยพิบัติและความเสี่ยงต่อระบบสาธารณูปโภคที่อาจกระทบชีวิตประจำวัน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า คำแนะนำของหลายประเทศให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น เป็นแนวทางเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่สัญญาณว่ากำลังเกิดวิกฤตร้ายแรง หรือจำเป็นต้องเร่งซื้อสินค้าจำนวนมาก การเตรียมของใช้ให้เพียงพอสำหรับสมาชิกในครอบครัวตามความจำเป็น จึงแตกต่างจากการกักตุนจนเกินความต้องการ ซึ่งอาจสร้างภาระค่าใช้จ่ายและกระทบต่อปริมาณสินค้าในตลาด