วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 น.ส.ดรุณี สุทธิพิทักษ์ หรือ “เป็กกี้ ศรีธัญญา” พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง พร้อมด้วย ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อนำหลักฐานการโอนเงินเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” และผู้เกี่ยวข้อง จากข้อสงสัยเรื่องการบริหารเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี
ทนายแก้วระบุว่า การร้องทุกข์มีประเด็นให้ตรวจสอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยต้องให้พนักงานสอบสวนพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง
เป็กกี้เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นเกิดจากการที่เคยขอความช่วยเหลือจากบุ๋ม ปนัดดา ในกรณีแดนเซอร์ถูกทำร้ายร่างกาย และกรณีทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งบุ๋มได้เข้ามาช่วยเหลือจริง ทำให้รู้สึกประทับใจและเชื่อมั่นว่ามูลนิธิองค์กรทำดีเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง

ต่อมาจึงตัดสินใจบริจาคเงินให้มูลนิธิรวม 3 ครั้ง ปี 2566 สนับสนุนการดำเนินงานช่วยเหลือสังคม 55,555 บาท , ปี 2567 ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ 50,000 บาท , ปี 2568 ช่วยเหลือสถานการณ์ชายแดน 100,000 บาท รวม 205,555 บาท ซึ่ง
ยอดเงินดังกล่าวตรงกับหลักฐานการบริจาคที่เป็กกี้เผยแพร่ก่อนเข้าแจ้งความ เป็กกี้ระบุว่า ตลอดการบริจาคทั้ง 3 ครั้ง ไม่เคยสอบถามรายละเอียดการนำเงินไปใช้ ไม่เคยขอเอกสารเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี เพราะเชื่อมั่นในตัวบุ๋มและการดำเนินงานของมูลนิธิ สำหรับการเข้าแจ้งความครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเรียกเงินบริจาคคืน แต่ต้องการให้ตำรวจตรวจสอบว่าเงินที่บริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากมีเงินเหลือจากการช่วยเหลือ เงินส่วนดังกล่าวถูกนำไปบริหารจัดการอย่างไร
เป็กกี้ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังและสูญเสียความเชื่อมั่น โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงประชาชนที่มีรายได้น้อย แต่ยังแบ่งเงินคนละ 9 บาท 10 บาท หรือ 15 บาท มาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนด้วยความตั้งใจ ส่วนกรณีที่เป็กกี้เคยแชร์โพสต์ประชาสัมพันธ์การรับบริจาคของมูลนิธิ ทนายแก้วชี้แจงว่า เป็นการเผยแพร่ข้อมูลด้วยความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดปรากฏ และเป็กกี้ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการประชาสัมพันธ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า เป็กกี้ยินดีให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบเส้นทางการเงินและข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ทนายแก้วยังเปิดเผยว่า ได้รับมอบอำนาจจากมูลนิธิวายไลฟ์ (Y Life) ของนายปราโมทย์ ปาทาน หรือ “โอ๊ต ปราโมทย์” ให้ดำเนินการร้องทุกข์กรณีเงินบริจาคอีก 150,000 บาท ตามข้อมูลที่ทนายความระบุ มูลนิธิวายไลฟ์ได้รวบรวมเงินบริจาคจากประชาชนและส่งต่อให้มูลนิธิองค์กรทำดี โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 มีหนังสือตอบรับเงินบริจาคจำนวนดังกล่าว พร้อมระบุว่าได้รับเงินตามวัตถุประสงค์แล้ว อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมูลนิธิวายไลฟ์ต้องการให้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือตามที่แจ้งไว้หรือไม่ จึงประชุมหารือและมีมติให้ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชนที่ร่วมบริจาคเงิน




