รองเลขาธิการสภาฯ พร้อมผู้บริหารแจงยิบปมข้อโต้แย้ง ชี้แจงขั้นตอนเรียกบุคคลตาม ม.129 และการนัดประชุมพิเศษต้องโปร่งใส ตรวจสอบองค์ประชุมได้ เพื่อมาตรฐานการทำงานเดียวกันทั่วประเทศ

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ น.ส.ปรียาภรณ์ แก้วโยน รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับ แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันต่อสาธารณชน

น.ส.ปรียาภรณ์ เผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มี สส. ร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องหารือร่วมกันในการประชุมประธานสภาฯ และประธานคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จัดทำแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานฯ โดยสำนักกรรมาธิการทั้ง 3 สำนัก ได้เสนอแนวทางดังกล่าวและประธานสภาฯ ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาฯ มิได้กำหนดรายละเอียดการประชุมของคณะกรรมาธิการบางเรื่องไว้เป็นการเฉพาะ จึงจำเป็นต้องนำข้อบังคับการประชุมสภาฯ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติไม่มีผู้ทักท้วง ทำให้ไม่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เมื่อเกิดข้อโต้แย้งขึ้น สำนักงานฯ จึงต้องจัดทำแนวทางให้เกิดความชัดเจน ยืนยันว่า มิได้เป็นการจำกัดอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด

แจง 4 ประเด็นหลัก คลายข้อสงสัยปมอำนาจหน้าที่ กมธ.

ด้าน นายอัครเดช คนซื่อ ผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการ 1 และ นายนาถะ ดวงวิชัย ผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการ 2 ได้ร่วมชี้แจงรายละเอียดในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  1. การนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษ: ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการลิดรอนสิทธิ ประธานคณะกรรมาธิการยังคงมีอำนาจนัดประชุมพิเศษได้หากมีเหตุจำเป็น เพียงแต่ต้องมีการตรวจสอบองค์ประชุมหรือสอบถามความพร้อมของกรรมาธิการล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาการประชุมไม่ครบองค์

  2. การบรรจุระเบียบวาระการประชุม: เรื่องที่ประธาน กมธ. สามารถสั่งบรรจุได้ทันทีคือ "เรื่องแจ้งเพื่อทราบ" และ "เรื่องอื่น ๆ" ส่วนวาระการพิจารณาศึกษาหรือการเรียกบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้คณะกรรมาธิการมีมติร่วมกันก่อน ไม่ใช่อำนาจของประธาน กมธ. โดยลำพัง

  3. อำนาจการเรียกเอกสารและบุคคลตาม ม.129: บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าเป็นอำนาจของ "คณะกรรมาธิการ" ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2563 ระบุว่าอำนาจเรียกคือการเชิญหรือขอความร่วมมือให้มาให้ข้อเท็จจริง ดังนั้น การใช้อำนาจดังกล่าวจึงต้องผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการเท่านั้น

  4. กรณีเรื่องที่เกี่ยวข้องของ กมธ. หลายคณะ: ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่กติกาใหม่ แต่เป็นไปตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้ประธานสภาฯ และประธาน กมธ. ที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและลดภาระของหน่วยงานที่ต้องมาชี้แจงซ้ำซ้อนในสัปดาห์เดียวกัน

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่าทุกกระบวนการดำเนินงานยังคงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ และระเบียบที่กำหนดไว้ทุกประการ เพื่อให้การทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารและการบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

Article Image

Article Image

Article Image

Article Image