พรรคประชาชน เปิดศึก! แฉโซลาร์ภาคประชาชน 5 หมื่นล้าน ส่อผูกขาด-หักหัวคิว 3 หมื่น 

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนอุดหนุนเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน โดยระบุว่า แม้รัฐบาลจะอ้างว่าให้ประชาชนมีอิสระในการเลือกบริษัทติดตั้ง แต่เงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะการกำหนดเงินประกันที่สูง ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยถอนตัวออกไปมากกว่าร้อยละ 60–70 จากผู้สนใจเดิมกว่า 600 ราย เหลือเพียง 100 กว่ารายเท่านั้น

นายศุภโชติ เปิดเผยต่อว่า จากการตรวจสอบเชิงลึกของพรรคประชาชน พบความผิดปกติที่ส่อไปในทางผูกขาด โดยพบว่า กว่า 60 บริษัทมีที่อยู่จดทะเบียนตรงกัน และอีกกว่า 120 บริษัทมีรายชื่อกรรมการ ผู้ถือหุ้นซ้ำซ้อน หรือมีการถือหุ้นไขว้กันไปมา ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างหนักถึงความโปร่งใสและการแข่งขันอย่างเป็นอิสระ

นอกจากนี้ ยังพบประเด็นส่วนต่างราคาติดตั้ง โดยราคาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในตลาดทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท แต่ราคาในโครงการภาครัฐกลับพุ่งสูงถึงประมาณ 140,000 บาท จึงเกิดคำถามถึง ส่วนต่างราคา 30,000–40,000 บาทต่อหลัง ที่ส่อไปในทางหักหัวคิวหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุน นายศุภโชติจึงเรียกร้องให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาชี้แจงความคุ้มค่าและเส้นทางการเงินให้ชัดเจน หากไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้ก็ควรยกเลิกโครงการดังกล่าว และพรรคประชาชนพร้อมนำเรื่องนี้ไปตรวจสอบในทุกเวที รวมถึงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้

ขณะเดียวกัน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้วิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินกู้ของรัฐบาลในวงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่นำงบประมาณส่วนนี้มาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมพลังงานภายในประเทศอย่างจริงจัง เช่น การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), มิเตอร์อัจฉริยะ หรือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่กลับมีข้อกังขาเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนต่างชาติและนายหน้าไทย

นายวีระยุทธ ชี้ให้เห็นตัวอย่างว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีศักยภาพในการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและโซเดียมไอออนซึ่งสามารถต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยได้ แต่หากรัฐบาลไม่มีนโยบายสนับสนุนและขยายสเกลในเชิงพาณิชย์ ประกอบกับเงื่อนไขบังคับให้ใช้เงินกู้ให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 งานวิจัยระดับประเทศเหล่านี้ก็จะต้องถูกทิ้งไว้บนหิ้ง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและตอบคำถามเรื่องประสิทธิภาพในการใช้เงินกู้ก้อนนี้โดยด่วน