วันที่ 1 พ.ย.69 เริ่มบังคับใช้ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) ภายใต้แนวทาง “No ID, No Ads” หรือไม่ยืนยันตัวตน ไม่สามารถเผยแพร่โฆษณาแบบชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มที่อยู่ในขอบเขตข้อกำหนดได้  มาตรการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพใช้โฆษณาเข้าถึงประชาชน รวมถึงเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบตัวผู้ลงโฆษณาเมื่อเกิดความเสียหาย

ใครบ้างที่ต้องยืนยันตัวตน?
ข้อกำหนดครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่โฆษณาแบบชำระเงินบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าเกณฑ์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะ Facebook และ Instagram ของ Meta แต่ครอบคลุม TikTok และผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์รายอื่นที่เข้าข่ายตามประกาศด้วย  ได้แก่
1. ร้านค้าออนไลน์และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ซื้อโฆษณาเพื่อโปรโมตสินค้าและบริการ เช่น การบูสต์โพสต์บน Facebook หรือการซื้อโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
2. บริษัทและแบรนด์สินค้า ที่ซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้า บริการ หรือกิจกรรมทางธุรกิจ โดยผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคลอาจต้องแสดงหลักฐานบริษัทและหนังสือมอบอำนาจ
3. บริษัทโฆษณาและเอเจนซี ที่รับจ้างวางแผน ซื้อสื่อ หรือชำระค่าโฆษณาแทนลูกค้า โดยอาจต้องตรวจสอบตัวตนทั้งผู้ดำเนินการโฆษณาและผู้ชำระเงินตามบทบาทจริง
4. ผู้รับจ้างบูสต์โพสต์และผู้ดูแลเพจ ที่ใช้บัญชีโฆษณาดำเนินการเผยแพร่โฆษณาให้ร้านค้าหรือเจ้าของสินค้า ซึ่งบางกรณีอาจต้องยืนยันตัวตนมากกว่าหนึ่งฝ่าย
5. ผู้ลงโฆษณาจากต่างประเทศ ที่ต้องการเผยแพร่โฆษณาถึงผู้ใช้งานในประเทศไทย โดยสามารถใช้หลักฐานและวิธีพิสูจน์ตัวตนที่เข้าเกณฑ์ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาประเทศไทย

 โพสต์ขายของตามปกติ ต้องยืนยันตัวตนหรือไม่?
ข้อกำหนดครั้งนี้มุ่งที่การเผยแพร่โฆษณาแบบชำระเงินผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ใช่การบังคับให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกคนยืนยันตัวตนใหม่ก่อนโพสต์ข้อความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอทั่วไป  ตัวอย่างเช่น ร้านค้าที่โพสต์ภาพสินค้าในเพจโดยไม่ซื้อโฆษณา ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดตรวจตัวตนผู้ซื้อโฆษณาเพียงเพราะมีการโพสต์สินค้า แต่หากกดบูสต์โพสต์หรือซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อเพิ่มการเข้าถึง จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่แพลตฟอร์มกำหนด

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่รับค่าจ้างรีวิวสินค้า แต่ไม่ได้ซื้อโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม ต้องพิจารณาลักษณะการเผยแพร่เป็นรายกรณี เนื่องจากยังมีกฎหมายและนโยบายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการเปิดเผยเนื้อหาสนับสนุน

ยืนยันตัวตนอย่างไร ต้องสแกนใบหน้าทุกคนหรือไม่?
ผู้ลงโฆษณาที่เป็นบุคคลธรรมดาอาจใช้เอกสารราชการ เช่น บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง ส่วนผู้ลงโฆษณาที่เป็นนิติบุคคลอาจต้องใช้หลักฐานแสดงสถานะบริษัทและเอกสารมอบอำนาจ  การพิสูจน์ตัวตนสามารถใช้วิธีตรวจสอบเอกสารร่วมกับการยืนยันว่าเป็นเจ้าของเอกสาร หรือใช้ระบบพิสูจน์ตัวตนดิจิทัลที่มีระดับความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า IAL2 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด  ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ลงโฆษณาทุกคนต้องสแกนใบหน้าด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องผ่านวิธีที่แพลตฟอร์มจัดให้และสอดคล้องกับกฎหมาย  หากเคยผ่านการพิสูจน์ตัวตนที่เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว และระยะเวลานับจากการตรวจสอบครั้งล่าสุดยังไม่เกินหนึ่งปี อาจใช้ผลการตรวจสอบเดิมได้โดยไม่ต้องยืนยันใหม่ทุกครั้งที่ลงโฆษณา

กฎหมายยังกำหนดให้แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นสำหรับระบุตัวผู้ลงโฆษณา รวมถึงข้อมูลผู้ชำระค่าโฆษณาหากเป็นบุคคลอื่น โดยเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 90 วันหลังสิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา  มาตรการนี้มุ่งให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้เกี่ยวข้อง หากมีการนำโฆษณาไปใช้หลอกลวงประชาชน เช่น โฆษณาสินค้าปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือการชักชวนลงทุนที่เข้าข่ายอาชญากรรมออนไลน์  

อย่างไรก็ตาม การที่บัญชีผู้ลงโฆษณาผ่านการยืนยันตัวตน ไม่ได้หมายความว่าสินค้า บริการ หรือข้อความโฆษณานั้นได้รับการรับรองจากรัฐบาล ผู้บริโภคยังต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อสินค้าหรือโอนเงิน

ร้านค้า–เอเจนซี ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบสถานะการยืนยันตัวตนในบัญชีโฆษณาที่ใช้งาน เตรียมเอกสารให้ตรงกับชื่อผู้ลงโฆษณาและผู้ชำระเงิน รวมถึงตรวจสอบอำนาจของผู้รับจ้างโฆษณาหากใช้บริษัทเอเจนซี   สำหรับผู้ใช้ Facebook, Instagram หรือ TikTok ควรดำเนินการผ่านระบบและช่องทางทางการของแพลตฟอร์มเท่านั้น ไม่ส่งภาพบัตรประชาชนหรือข้อมูลส่วนบุคคลผ่านลิงก์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

ทั้งนี้ หากพบโฆษณาหลอกลวง ควรเก็บภาพหน้าจอ ลิงก์โฆษณา ชื่อบัญชีผู้เผยแพร่ และหลักฐานการติดต่อหรือโอนเงิน ก่อนแจ้งแพลตฟอร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้เสียหายสามารถติดต่อสายด่วน 1441 เพื่อรับคำแนะนำและแจ้งเหตุอาชญากรรมออนไลน์ได้