ทำไมอยู่ในห้องแอร์แล้วบางคนรู้สึกเหมือนป่วยบ่อย?

1. ห้องปิดอาจมีอากาศใหม่เข้ามาไม่เพียงพอ

เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนหรือแอร์ติดผนังส่วนใหญ่ทำหน้าที่ลดอุณหภูมิและความชื้น โดยหมุนเวียนอากาศเดิมภายในห้อง ไม่ได้ดึงอากาศใหม่จากภายนอกเข้ามาเสมอไป

หากมีคนจำนวนมากอยู่ร่วมกันนาน ๆ โดยไม่มีการระบายอากาศ เชื้อไวรัสทางเดินหายใจอาจสะสมและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดคุยในระยะใกล้ CDC ระบุว่าเชื้อไวรัสทางเดินหายใจแพร่ได้ง่ายในพื้นที่ปิด แออัด และมีการไหลเวียนอากาศไม่ดี CDC

2. อากาศแห้งอาจทำให้ตา จมูก และคอระคายเคือง

ห้องที่มีความชื้นต่ำหรือลมเย็นเป่าบริเวณใบหน้าโดยตรง อาจเร่งการระเหยของน้ำตา ทำให้แสบตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นในตา ตามัวเป็นช่วง ๆ หรือมีน้ำตาไหลจากการระคายเคืองได้

ผู้ที่จ้องหน้าจอนาน ใส่คอนแทคเลนส์ หรือมีภาวะตาแห้งอยู่แล้ว อาจมีอาการชัดขึ้น NHS ระบุว่าสภาพอากาศแห้งและเครื่องปรับอากาศเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาการตาแห้งกำเริบได้ NHS

3. แผ่นกรองและตัวเครื่องที่สกปรกอาจกระจายฝุ่น

เมื่อแผ่นกรองสะสมฝุ่น ประสิทธิภาพการกรองและการไหลเวียนอากาศอาจลดลง หากมีความชื้นหรือการรั่วซึมร่วมด้วย อาจเกิดกลิ่นอับและเชื้อรา ซึ่งสามารถกระตุ้นอาการคัดจมูก จาม ไอ หายใจมีเสียงหวีด หรือโรคหอบหืดในผู้ที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น

เครื่องฟอกอากาศหรือแผ่นกรองอาจช่วยลดอนุภาคบางชนิด แต่ไม่สามารถแก้ต้นเหตุของเชื้อราได้ ต้องจัดการบริเวณที่เปียกชื้นหรือมีน้ำรั่วควบคู่กัน US EPA

4. อุณหภูมิและลมที่ไม่เหมาะสมทำให้รู้สึกไม่สบาย

อุณหภูมิต่ำเกินไปไม่ได้ทำให้ติดเชื้อทันที แต่อาจทำให้บางคนรู้สึกหนาว ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อเกร็ง มือเท้าเย็น หรือจมูกไวต่อการระคายเคือง โดยเฉพาะเมื่อมีลมเป่าตรงศีรษะ ใบหน้า หรือลำตัวต่อเนื่องหลายชั่วโมง

ผู้ที่นั่งใต้ช่องลมโดยตรงควรปรับทิศทางลม ย้ายตำแหน่งนั่ง หรือใช้เสื้อคลุมบาง ๆ แทนการตั้งอุณหภูมิให้หนาวจัด

5. อาการอาจมาจากคุณภาพอากาศภายในอาคาร ไม่ใช่แอร์เพียงอย่างเดียว

ฝุ่น ควันบุหรี่ น้ำหอม สเปรย์ทำความสะอาด สารระเหยจากเฟอร์นิเจอร์ เชื้อรา และการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ ล้วนทำให้ระคายเคืองตา จมูก และคอ รวมถึงปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรืออ่อนล้าได้

หากอาการเกิดเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องหรืออาคารหนึ่ง และดีขึ้นเมื่อออกไปข้างนอก ควรแจ้งผู้ดูแลอาคารให้ตรวจระบบระบายอากาศ ความชื้น กลิ่นอับ น้ำรั่ว และแหล่งมลพิษภายใน EPA ระบุว่าอาการแสบตา ระคายเคืองจมูก–คอ ปวดศีรษะ และอ่อนล้าอาจสัมพันธ์กับปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคาร แต่ต้องประเมินสาเหตุอื่นร่วมด้วย US EPA

5 วิธีดูแลอากาศและร่างกายในพื้นที่ปิด

1. เปิดรับอากาศใหม่เป็นระยะ

หากสภาพอากาศภายนอกเหมาะสมและปลอดภัย ควรเปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท โดยเปิดคนละด้านของห้องเพื่อสร้างการไหลเวียน หากเปิดตลอดเวลาไม่ได้ อาจเปิดช่วงสั้น ๆ เป็นระยะ หรือใช้พัดลมดูดอากาศที่ระบายออกภายนอก

ห้องที่ใช้แอร์ติดผนังไม่ควรเข้าใจว่าเปิดแอร์แล้วเท่ากับมีการระบายอากาศ เพราะแอร์ประเภทนี้มักหมุนเวียนอากาศภายในห้อง องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เพิ่มอากาศภายนอกและตรวจระบบระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ who.int

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 ภายนอกสูง ควรพิจารณาคุณภาพอากาศก่อนเปิดหน้าต่าง และใช้ระบบกรองที่เหมาะสมแทน

2. ทำความสะอาดแผ่นกรองและตรวจสภาพแอร์

ถอดล้างหรือเปลี่ยนแผ่นกรองตามคู่มือของผู้ผลิต ความถี่ขึ้นอยู่กับชนิดเครื่อง จำนวนผู้ใช้งาน สัตว์เลี้ยง ปริมาณฝุ่น และระยะเวลาที่เปิดใช้งาน

ควรเรียกช่างตรวจเมื่อพบว่า

  • แอร์มีกลิ่นอับหรือกลิ่นผิดปกติ
  • มีน้ำหยดหรือน้ำรั่ว
  • ฝุ่นฟุ้งเมื่อเปิดเครื่อง
  • เสียงดังหรือความเย็นลดลง
  • มีคราบเชื้อราหรือสิ่งสกปรกบริเวณช่องลม

กรมอนามัยแนะนำให้ล้างแผ่นกรองของเครื่องปรับอากาศในบ้านอย่างสม่ำเสมอ และให้ช่างผู้ชำนาญทำความสะอาดทั้งระบบตามความถี่ที่เหมาะกับการใช้งาน อนามัยมีเดีย

3. ควบคุมความชื้นและจัดการจุดเปียกชื้น

ไม่ควรปล่อยให้ห้องแห้งหรือชื้นเกินไป EPA แนะนำช่วงความชื้นภายในอาคารประมาณ 30–50% เพื่อความสบายและลดโอกาสเกิดเชื้อรา ทั้งนี้สภาพอากาศร้อนชื้นของไทยอาจต้องใช้เครื่องวัดความชื้นประกอบการประเมิน US EPA

หากพบผนังชื้น ฝ้าเป็นคราบ น้ำรั่ว หรือกลิ่นอับ ควรแก้แหล่งความชื้น ไม่ควรเพียงฉีดน้ำหอมหรือเปิดเครื่องฟอกอากาศกลบกลิ่น

การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นควรทำด้วยความระมัดระวังและทำความสะอาดตามคู่มือ เพราะเครื่องที่สกปรกหรือทำให้ห้องชื้นเกินไปอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อจุลชีพได้

4. ป้องกันลมเป่าตรงและพักตาจากหน้าจอ

ปรับบานสวิงไม่ให้ลมเป่าหน้าและดวงตาโดยตรง วางจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย และพักสายตาเป็นระยะด้วยการมองไกล กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และลุกเปลี่ยนอิริยาบถ

ควรจิบน้ำตามความกระหาย และใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นกับผิวหากมีอาการแห้ง ส่วนผู้ที่ตาแห้งต่อเนื่องไม่ควรซื้อยาหยอดตาที่ลดอาการตาแดงมาใช้เป็นประจำเอง ควรปรึกษาเภสัชกรหรือจักษุแพทย์เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

5. ลดความเสี่ยงแพร่เชื้อในห้องร่วมกัน

ผู้ที่มีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีอาการทางเดินหายใจควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น หากจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ร่วมกัน ควรสวมหน้ากากที่กระชับ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ล้างมือ และเพิ่มการระบายอากาศ

ในพื้นที่ที่เปิดหน้าต่างไม่ได้ อาจใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA ขนาดเหมาะกับห้องเป็นมาตรการเสริม แต่เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถทดแทนการนำอากาศใหม่เข้าห้องได้ทั้งหมด แผ่นกรองประสิทธิภาพสูงสามารถช่วยลดอนุภาคในอากาศ รวมถึงอนุภาคที่พาเชื้อไวรัสบางส่วนได้ CDC

สัญญาณว่าควรตรวจห้องหรือระบบแอร์

  • มีกลิ่นอับหรือกลิ่นสารเคมีต่อเนื่อง
  • เห็นคราบเชื้อราบริเวณช่องลม ผนัง หรือฝ้า
  • มีน้ำรั่วจากแอร์หรือความชื้นสะสม
  • หลายคนในห้องมีอาการไอ จาม แสบตา หรือปวดศีรษะพร้อมกัน
  • อาการเกิดเมื่อเข้าห้องและดีขึ้นเมื่อออกจากอาคาร
  • ผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้มีอาการกำเริบบ่อยขึ้น

ควรแจ้งผู้ดูแลอาคารหรือช่างระบบให้ตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรแก้ด้วยการฉีดสเปรย์ปรับอากาศ เพราะกลิ่นและสารระเหยอาจเพิ่มการระคายเคืองในบางคน

เมื่อใดควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากมีไข้สูง หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด ไอเรื้อรัง ตาแดงรุนแรง ปวดตา มองเห็นผิดปกติ หรืออาการภูมิแพ้และหอบหืดกำเริบจนกระทบชีวิตประจำวัน

สรุปแล้ว การอยู่ในห้องแอร์ตลอดวันไม่ได้ทำให้ติดหวัดโดยตรง แต่สภาพแวดล้อมที่ปิด อากาศหมุนเวียนไม่ดี แผ่นกรองสกปรก ความชื้นไม่เหมาะสม และการอยู่ใกล้ผู้ป่วย อาจเพิ่มทั้งความระคายเคืองและโอกาสสัมผัสเชื้อได้ การเปิดรับอากาศใหม่ ดูแลเครื่องปรับอากาศ และปรับพฤติกรรมในห้องจึงสำคัญกว่าการเลิกใช้แอร์ทั้งหมด