ทลายฟาร์มบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ เสียหายกว่า 379 ล้าน
“บิ๊กต่อ บช.ก.” นำกองปราบเปิดปฏิบัติการ “Operation Dark Empire” ทลายฟาร์มบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ จับผู้ต้องหา 11 ราย พบจดทะเบียนบริษัทบังหน้ากว่า 1,500 แห่ง ขายบัญชีให้สแกมเมอร์-เว็บพนันหลายพันบัญชี เชื่อมโยงคดี แก๊งสแกมเมอร์ หลอกเงินเหยื่อรวมกว่า 379 ล้านบาท
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.สิทธิพร มีอาษา รอง ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ต.อดิศร อินทยศ สว.กก.2 บก.ป. และนายพัฒนา รักษาราษฎร์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ร่วมแถลงข่าว ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เปิดปฏิบัติการ “Operation Dark Empire” ทลายเครือข่ายฟาร์มบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากการตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวทางการเงินในบัญชีจำนวนมาก และพบว่ามีบริษัทที่เกี่ยวข้องนับร้อยแห่ง โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป. ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของคดีและแนวทางการสืบสวนขยายผล
ด้าน พ.ต.ท.สิทธิพร รอง ผกก.2 บก.ป. เปิดเผยว่า การทลายเครือข่ายครั้งนี้เป็นการดำเนินการกับฟาร์มบัญชีม้า มีรูปแบบการดำเนินงานแตกต่างจากคอกบัญชีม้าทั่วไป เนื่องจากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนจัดหาบัญชีม้า ตลอดจนกำหนดวิธีการดำเนินงานและจัดส่งบัญชีไปยังกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศอย่างเป็นขั้นตอน
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มขบวนการดังกล่าวมีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นผู้เกี่ยวข้องในการว่าจ้างผู้หญิงไทยให้จัดหาคนไทยที่ว่างงานมาเป็นบัญชีม้า โดยนำเอกสารสำคัญ เช่น ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน ไปใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ก่อนติดต่อบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งมีที่ตั้งอยู่บริเวณชิดลม กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการจดทะเบียนบริษัทผ่านระบบออนไลน์
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ามีบุคคลเข้าไปติดต่อที่บริษัทบริเวณชิดลมจริง ก่อนที่กลุ่มผู้จัดหาบัญชีม้าจะนำคนไทยไปดำเนินการจดทะเบียนบริษัท โดยมีบริษัทที่รับจดทะเบียนออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้นจะสั่งการให้บุคคลที่ถูกจัดหามาเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท
สำหรับการดำเนินการดังกล่าว จะมีบุคคลที่เรียกว่า “รันเนอร์” คอยประกบและติดตามคนไทยที่ถูกจัดหามาเปิดบัญชี พร้อมสอนวิธีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ดูเสมือนเป็นเจ้าของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจจริง นอกจากนี้ ยังมีการมอบเงินให้ไปซื้อเสื้อผ้าเพื่อให้แต่งกายดูน่าเชื่อถือ รวมถึงจัดซื้อโทรศัพท์มือถือสำหรับใช้เปิดบัญชีธนาคารออนไลน์
เมื่อเปิดบัญชีธนาคาร 3 ธนาคารสำเร็จแล้ว กลุ่มขบวนการจะนำโทรศัพท์มือถือไปส่งมอบให้รันเนอร์ เพื่อนำไปรวบรวมไว้ในกรุงเทพฯ ก่อนที่ผู้เกี่ยวข้องในกลุ่มจะสั่งการให้จัดส่งบัญชีม้าไปยังลูกค้า
หากมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก จะเร่งจัดส่งบัญชีให้ตามความต้องการ สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ตามแนวชายแดนใกล้ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงพื้นที่แม่สอด จังหวัดตาก จังหวัดสระแก้ว และพื้นที่สะเดา จังหวัดสงขลา
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากช่วงต้นปี 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ดำเนินปฏิบัติการ “ปัดกวาดบ้านหนองจาน ล้างโกดังทหารเขมรเถื่อน” ก่อนขยายผลการสืบสวนจนพบเครือข่าย “DK Global Group” มีหัวหน้ากลุ่มคือนายเจีย เฉิง หรือ เดฟ (Mr. Chia Chun หรือ Dave) ชาวมาเลเซีย พร้อมเครือข่ายคนไทยและชาวต่างชาติ มีพฤติการณ์จัดหาบัญชีม้าของคนไทยเพื่อนำไปขายให้กับกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย
จากการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวว่าจ้างคนไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศมาเลเซีย เช่น พนักงานสถานบันเทิงประเภท KTV บ่อนการพนัน หรือเว็บพนันออนไลน์ ให้ทำหน้าที่ชักชวนคนไทยมาเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อนำบัญชีไปขายแลกกับค่าตอบแทน
ต่อมาประมาณกลางปี 2567 ขบวนการดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการจัดหาบัญชีม้าบุคคลธรรมดา มาเป็นการจัดตั้ง “บัญชีม้านิติบุคคล” เนื่องจากบัญชีในนามบริษัทมีวงเงินหมุนเวียนสูง ไม่จำเป็นต้องสแกนใบหน้าเพื่อใช้งานบัญชี มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และสามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิม
ส่วนรูปแบบการดำเนินงานของเครือข่ายดังกล่าว มีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบทั้งหมด 8 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การจัดหาเอเยนต์ (Agent) เพื่อชักชวนบุคคลที่ยินยอมให้ใช้ข้อมูลในการจดทะเบียนบริษัท หรือที่เรียกว่า “ม้า” หรือ “Owner”
จากนั้นจะสร้างกลุ่มสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน Telegram เพื่อประสานงานกันภายในเครือข่าย ก่อนดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ DBD Biz Regist
หลังจากจดทะเบียนบริษัทแล้ว กลุ่มขบวนการจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สร้างข้อมูลบริษัทขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบการติดต่อธนาคารและสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นจะดำเนินการเปิดบัญชีธนาคารและจัดทำแอปพลิเคชันสำหรับใช้งาน ก่อนนำโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดกลับมารวบรวมไว้ในจุดที่กำหนด
เมื่อรวบรวมอุปกรณ์และบัญชีต่าง ๆ ได้แล้ว จะจัดส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีทีมประสานงานคอยติดตามและแก้ไขปัญหาในกรณีที่บัญชีถูกอายัดหรือเจ้าของบัญชีถูกดำเนินคดี เพื่อให้เครือข่ายสามารถดำเนินงานต่อไปได้
ด้าน พ.ต.ต.อดิศร สว.กก.2 บก.ป. กล่าวว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 16 ราย และขออนุมัติศาลออกหมายค้นรวม 20 จุด ในพื้นที่ 8 จังหวัดทั่วประเทศ
ประกอบด้วย เชียงใหม่ ,เพชรบุรี , อุดรธานี , สงขลา,พังงา, นครราชสีมา และ กทม ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 ราย อาทิ น.ส.ภูริชญา นาย ZHI ชาวมาเลเซีย นายเจนณรงค์ นายสริศ น.ส.สุภาพ และผู้ต้องหารายอื่นตามหมายจับ พร้อมตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวนมาก
พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย สมุดบัญชีธนาคาร 239 รายการ ตราประทับนิติบุคคล 222 รายการ โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ 36 รายการ ซิมการ์ด 12 รายการ เครื่องทำตราประทับ 1 เครื่อง และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมทั้งสิ้น 934 รายการ
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า บริษัทที่จดทะเบียนโดยเครือข่ายดังกล่าวมีจำนวนมากกว่า 1,500 แห่ง เชื่อว่าบริษัทเหล่านี้ถูกนำไปใช้เปิดบัญชีธนาคาร ก่อนจำหน่ายให้กับกลุ่มสแกมเมอร์ กลุ่มฟอกเงิน และเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมีบัญชีที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายพันบัญชี
นอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงกับข้อมูล CFRกว่า 1,060 เคสไอดี จากบัญชีธนาคาร 255 บัญชี ของบริษัท 189 แห่ง ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบ TPO พบผู้เสียหายจำนวน 311 เคสไอดี ถูกหลอกให้โอนเงิน โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 379 ล้านบาท จากบัญชีธนาคาร 64 บัญชี ของบริษัท 48 แห่ง
เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันจัดหาและซื้อขายบัญชีม้า ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน โดยผู้ต้องหาบางส่วนให้การรับสารภาพ ขณะที่บางส่วนให้การปฏิเสธ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ขณะเดียวกัน นายพัฒนา กล่าวถึงมาตรการสกัดกั้นบัญชีม้านิติบุคคล โดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 มีการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับบัญชีม้านิติบุคคลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังพบคนไทยบางส่วนยอมรับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย และเข้าไปเป็นเครื่องมือให้กับขบวนการมิจฉาชีพ จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามและตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง
นายพัฒนา กล่าวฝากเตือนไปยังผู้รับรองรายชื่อและผู้ที่ดำเนินการรับรองคำขอจดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ หากพบว่ามีส่วนรู้เห็น สนับสนุน หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมถึงรับรองลายมือชื่อหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับกลุ่มบัญชีม้า อาจถูกดำเนินมาตรการเพิกถอนสิทธิในการจดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ หากเข้าข่ายการแจ้งความเท็จ เจ้าหน้าที่จะส่งข้อมูลไปยังสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการทางจรรยาบรรณ รวมถึงการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามอำนาจหน้าที่
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ผบช.ก. กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ที่กลุ่มผู้ต้องหามาเช่าห้องนิรภัยย่านดอนเมือง เก็บซิมการ์ด ,โทรศัพท์มือถือ เบื้องต้นสอบถามน.ส.ระบุถึงรายละเอียดเกี่ยวกับผลตอบแทนของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชี พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการจ่ายค่าตอบแทนต่อบัญชีค่อนข้างสูง
ช่วงแรกผู้ที่เปิดบัญชีจะได้รับเงินประมาณบัญชีละ 3,000 บาท หากเปิดบัญชีจำนวน 3 บัญชี จะได้รับเงินรวม 9,000 บาท ก่อนที่รูปแบบการดำเนินงานจะพัฒนาไปสู่การจ้างบุคคลเข้ามาทำงานในเครือข่ายและได้รับเงินเดือน 2 หมื่นกว่าบาท ทำหน้าที่รับโทรศัพท์จากกลุ่มที่ต้องการบัญชีม้า และจัดส่งบัญชีให้กับลูกค้าที่ต้องการนำไปใช้ดำเนินการต่อ
เครือข่ายมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความต้องการบัญชีม้าจำนวนมาก โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานและจำนวนบัญชีที่เกี่ยวข้องในระดับหลักพัน
ท้ายที่สุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชนว่า แม้บัญชีที่ใช้รับโอนเงินจะเป็นบัญชีในนามบริษัทและดูมีความน่าเชื่อถือ ก็ไม่ควรไว้วางใจโดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอให้ตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องก่อนโอนเงินทุกครั้ง
นอกจากนี้ หากมีบุคคลมาติดต่อขอเอกสารประจำตัว โดยอ้างว่าจะนำไปใช้เปิดบริษัทหรือเปิดบัญชีธนาคาร ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือส่งมอบเอกสารให้โดยไม่ตรวจสอบ และหากพบพฤติการณ์น่าสงสัย ขอให้รีบแจ้งเบาะแสไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือสถานีตำรวจใกล้เคียง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 





