วันที่ 24 ตุลาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งสร้างข้อกังวลต่อเกษตรกรและประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในการปลูกและจำหน่ายกะเพราว่า เข้าใจความห่วงใยดังกล่าว เนื่องจากกะเพราเป็นพืชที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาชีพเกษตรกรและวิถีชีวิตของประชาชน

นายสุริยะยืนยันว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน้าที่ดูแลและปกป้องสิทธิประโยชน์ของเกษตรกร โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยไม่เป็นธรรม

สั่งตรวจสอบการจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราของบริษัทเอกชน ทั้งขั้นตอนการยื่นคำขอ หลักเกณฑ์การคุ้มครอง และความถูกต้องตามกฎหมาย

รูปภาพบทความ
พร้อมให้รายงานผลการตรวจสอบกลับมายังรัฐมนตรีโดยเร็ว โดยตั้งกรอบดำเนินการไม่เกิน 1 สัปดาห์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะทราบผลภายในวันที่ 27 ตุลาคมหรือไม่ นายสุริยะยังไม่ยืนยันวันดังกล่าว แต่ย้ำว่าจะเร่งตรวจสอบให้เร็วที่สุด เพื่อคลายความกังวลของเกษตรกรและประชาชน

จับตากะเพรา “แก้วจุรี 01–04” ซ้ำพันธุ์เดิมหรือไม่

กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่อยู่ในประเด็นตรวจสอบ ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 ซึ่งบริษัทซีพีแรมระบุว่าเป็นพันธุ์ที่พัฒนาจากการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อถูกถามว่ากะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์มีลักษณะใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกับกะเพราที่มีอยู่เดิมหรือไม่ นายสุริยะระบุว่า ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน โดยกรมวิชาการเกษตรมีข้อมูลและผลงานวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์กะเพราที่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้

ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์พืชใหม่ตามกฎหมาย ทั้งความแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิม และความถูกต้องของกระบวนการขอรับความคุ้มครอง

กรมวิชาการเกษตรย้ำ กะเพราพื้นเมืองยังปลูก–ขายได้

ก่อนหน้านี้ กรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับสิทธิ ไม่ได้หมายความว่าเอกชนสามารถถือครองสิทธิในกะเพราทุกสายพันธุ์ของประเทศ

เกษตรกรและประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราพื้นเมืองเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายได้ตามปกติ ส่วนการนำเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ในเชิงการค้า ต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นของกฎหมาย

ด้านบริษัทซีพีแรมชี้แจงว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน โดยไม่ได้มีเป้าหมายผูกขาดกะเพราที่ประชาชนปลูกและบริโภคทั่วไป

ยืนยันต้องปกป้องสิทธิประชาชน รอผลตรวจภายใน 7 วัน

นายสุริยะกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบว่าการจดทะเบียนเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ และมีผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรอย่างไร โดยจะให้กรมวิชาการเกษตรเร่งรวบรวมข้อเท็จจริงและรายงานผลภายในกรอบเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่ากะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองแล้ว ประเด็นที่ต้องติดตามจึงเป็นผลการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและขอบเขตสิทธิดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการพิจารณาคำขอจดทะเบียนใหม่