วันที่ 23 ตุลาคม 2569 นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยถึงกรณีการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ ซึ่งทำให้ประชาชนและเกษตรกรกังวลว่าอาจไม่สามารถปลูกกะเพรา เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ หรือจำหน่ายผลผลิตได้เหมือนเดิม

นายวิเศษยืนยันว่า การคุ้มครองดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะกะเพราพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย โดยกะเพราพื้นเมืองและพันธุ์ทั่วไปยังปลูก บริโภค และจำหน่ายได้ตามปกติ

รูปภาพบทความ

กะเพราที่ได้รับการจดทะเบียน ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 เป็นผลงานพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในปี 2567  บริษัทระบุว่า การวิจัยมุ่งพัฒนากะเพราที่มีกลิ่นและรสชัดเจน ใบมีขนาดเหมาะสมกับการประกอบอาหาร และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารพร้อมรับประทานปัจจุบันกะเพราทั้ง 4 พันธุ์อยู่ในระบบเพาะปลูกของบริษัทและเครือข่ายเกษตรกรที่ร่วมส่งเสริมการผลิต โดยไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในตลาดทั่วไป

รูปภาพบทความ

รูปภาพบทความ

นายวิเศษกล่าวว่า บริษัทสะสมองค์ความรู้ด้านกะเพรามากกว่า 10 ปี จากประสบการณ์ผลิตเมนูข้าวกะเพรา ซึ่งพบว่าวัตถุดิบแต่ละพันธุ์มีความแตกต่างทั้งกลิ่น รส และลักษณะใบ  การพัฒนาพันธุ์จึงไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะผู้บริโภค แต่ยังคำนึงถึงผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร โดยทำงานร่วมกับเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” ทั้งการถ่ายทอดวิธีปลูก การจัดการแปลง และการเก็บเกี่ยว

บริษัทระบุว่า ในระบบการเพาะปลูกของเครือข่าย สามารถตัดเก็บกะเพราได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง เทียบกับกะเพราพันธุ์เดิมบางกรณีที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8–9 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตขึ้นอยู่กับพันธุ์ สภาพพื้นที่ และวิธีจัดการแปลง ไม่ใช่คุณสมบัติที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นเหมือนกันทุกพื้นที่

สำหรับข้อกังวลเรื่องการผสมเกสรข้ามแปลง ซีพีแรมระบุว่าไม่ได้เป็นเหตุให้เกษตรกรละเมิดสิทธิโดยอัตโนมัติ แต่การพิจารณาทางกฎหมายยังต้องดูข้อเท็จจริงของพันธุ์พืชและลักษณะการนำไปใช้เป็นรายกรณี

รูปภาพบทความ

นายวิเศษกล่าวว่า การพัฒนาพันธุ์พืชเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันด้านเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และเกษตรกร เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตและสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย

ด้านกรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สิทธิเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ได้ขยายไปถึงกะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราทั่วไปทั้งหมดอย่างไรก็ตาม ต้องแยกการปลูกและจำหน่ายกะเพราพันธุ์ทั่วไป ออกจากการนำเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงการค้า ซึ่งต้องพิจารณาตามสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด จากข้อมูลทะเบียนของกรมวิชาการเกษตรระบุว่า กะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ได้รับความคุ้มครองเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปี 2579