กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ RSV (Respiratory Syncytial Virus) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ระหว่างวันที่ 11–17 ตุลาคม พบผู้ป่วยรายงานใหม่ 2,860 ราย รวมผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปี 26,160 ราย โดยกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือเด็กอายุ 1–4 ปี รองลงมาคือเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และเด็กอายุ 5–9 ปี  

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรค RSV และไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว โดยเฉพาะสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และชุมชน ซึ่งอาจเกิดการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนได้ง่าย

RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย และการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า  ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล และเบื่ออาหาร โดยอาการมักเริ่มปรากฏภายใน 4–6 วันหลังได้รับเชื้อ และหลายรายสามารถหายได้เอง อย่างไรก็ตาม ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารก รวมถึงผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เชื้อ RSV อาจทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร และหายใจมีเสียงหวีด แต่หากมีอาการต่อไปนี้ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษา
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือมีเสียงหวีดร่วมกับหายใจลำบาก
- หน้าอกหรือซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ
- เด็กกินนมหรือดื่มน้ำได้น้อยลงมาก
- ซึมผิดปกติ ไม่ร่าเริง หรือมีอาการทรุดลง
- ริมฝีปากเขียวคล้ำหรือหายใจลำบากรุนแรง ต้องได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉิน
สำหรับทารกเล็ก บางรายอาจไม่มีไข้หรือไอชัดเจน แต่มีอาการกินนมลดลง ซึม หรือหายใจผิดปกติ ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอย่างใกล้ชิด

ป้องกัน RSV ด้วยหลัก “ปิด–ล้าง–เลี่ยง–หยุด”  กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคทางเดินหายใจ 4 ข้อ ได้แก่
ปิด — ปิดปากและจมูกเมื่อไอจาม สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยหรืออยู่ในสถานที่แออัด
ล้าง — ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ พร้อมทำความสะอาดของเล่นและสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน
เลี่ยง — หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยง
หยุด — เมื่อมีอาการป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ หากมีอาการรุนแรงให้รีบพบแพทย์

นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด และไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย

ปัจจุบันการรักษา RSV ในผู้ป่วยทั่วไปเน้นการดูแลตามอาการ เช่น ลดไข้ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเฝ้าระวังการหายใจ โดยยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะที่ใช้รักษา RSV เป็นมาตรฐานทั่วไป หากป่วยรุนแรงอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้ออกซิเจนและดูแลระบบหายใจ

สำหรับการป้องกัน ปัจจุบันมีวัคซีน RSV สำหรับผู้ใหญ่บางกลุ่มและหญิงตั้งครรภ์ตามข้อบ่งชี้ รวมถึงภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับทารกในบางกลุ่ม การเข้าถึงผลิตภัณฑ์และความเหมาะสมขึ้นอยู่กับคำแนะนำทางการแพทย์ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ 

กรมควบคุมโรคย้ำว่า ประชาชนไม่ควรละเลยอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หากพบอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือซึมลง ควรรีบไปโรงพยาบาล

Article ImageArticle ImageArticle ImageArticle Image