กระแสกังวลเรื่อง “กะเพรา 4 สายพันธุ์” หลังบริษัท ซีพีแรม จำกัด หรือ CPRAM ได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ต่อไปประชาชนหรือเกษตรกรจะปลูกกะเพราเองได้หรือไม่ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทหรือเปล่า และการเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือไม่

คำตอบสั้น ๆ คือ เกษตรกรและประชาชนทั่วไปยังปลูกกะเพราพื้นเมืองและกะเพราพันธุ์อื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครองได้ตามปกติ ส่วนสิทธิที่ CPRAM ได้รับนั้นจำกัดอยู่ที่พันธุ์พืชใหม่ 4 พันธุ์ คือ แก้วจุรี01, แก้วจุรี02, แก้วจุรี03 และแก้วจุรี04 ไม่ได้ครอบคลุม “กะเพราทุกพันธุ์ในประเทศไทย”

กรมวิชาการเกษตรมีรายชื่อพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับหนังสือสำคัญชัดเจนว่า บริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นผู้ทรงสิทธิในกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ โดยแก้วจุรี01 ได้รับความคุ้มครองตั้งแต่ 12 มีนาคม 2567 ถึง 11 มีนาคม 2579 ส่วนแก้วจุรี02, 03 และ 04 ได้รับความคุ้มครองตั้งแต่ 24 พฤษภาคม 2567 ถึง 23 พฤษภาคม 2579 โดย
เอกสารประกาศคำขอจดทะเบียนของกรมวิชาการเกษตรระบุว่า กะเพราในตระกูลแก้วจุรีพัฒนาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมือง โดยใช้กระบวนการปรับปรุงพันธุ์และเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ เช่น การชักนำการกลายพันธุ์ การเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยเอกสารของแก้วจุรี02–04 ระบุแหล่งที่มาว่าเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

กฎหมายกำหนดว่า ผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชใหม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการ ผลิต ขาย จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้เพื่อการดังกล่าว ซึ่ง “ส่วนขยายพันธุ์” ของพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง พูดให้เข้าใจง่ายคือ ถ้าเป็น เมล็ด ต้นพันธุ์ หรือส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ของแก้วจุรี01–04 ผู้ทรงสิทธิมีอำนาจควบคุมการนำไปผลิตและจำหน่ายเชิงการค้าตามกฎหมาย  แต่สิทธินี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมีสิทธิใน “ใบกะเพรา” ทุกใบ หรือมีสิทธิเหนือกะเพราพื้นบ้าน กะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราป่า หรือกะเพราพันธุ์อื่นที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนคุ้มครองของบริษัท  กรมวิชาการเกษตรยืนยันด้วยว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับจดทะเบียน ไม่ใช่การผูกขาดพืชทั้งชนิด

ประชาชนสามารถปลูกกะเพราทั่วไป กะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราพื้นเมือง และพันธุ์อื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครองได้ตามปกติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่า การคุ้มครองแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ ไม่ได้ทำให้ประชาชนถูกห้ามปลูกกะเพรา และไม่ได้บังคับให้ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จาก CPRAM เท่านั้น ดังนั้น ดราม่า “CP เป็นเจ้าของกะเพราทั้งประเทศ” หรือ “ต่อไปปลูกกะเพราเองไม่ได้แล้ว” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

กรมวิชาการเกษตรย้ำว่า พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์ที่เกษตรกรเก็บไว้เอง รวมถึงพันธุ์การค้าทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครอง เกษตรกรยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็น แก้วจุรี01–04 โดยตรง สิทธิของเกษตรกรจะอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่ได้มีอิสระเท่ากับพันธุ์ที่ไม่มีผู้ทรงสิทธิ โดยเฉพาะหากนำส่วนขยายพันธุ์ไปผลิตหรือจำหน่ายในเชิงพาณิชย์