วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ความเคลื่อนไหวทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงดำเนินต่อเนื่อง ทั้งในเวทีสหประชาชาติและกระบวนการประนอมข้อพิพาททางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ในส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ครั้งที่ 2 ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–18 ตุลาคม ยังคงดำเนินไปตามกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน หลังจากจัดประชุมครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สมัยที่ 77 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติได้ใช้สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) หลังผู้แทนกัมพูชากล่าวหาประเทศไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน รวมถึงปัญหาผู้พลัดถิ่นและการยึดครองดินแดน
ฝ่ายไทยแสดงความเสียใจที่กัมพูชานำประเด็นข้อพิพาทระหว่างประเทศเข้าสู่เวทีด้านมนุษยธรรม พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง และชี้ว่าประชาชนทั้งสองประเทศต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายไทยชี้แจง คือข้อกล่าวอ้างของกัมพูชาว่ามีประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 20,000 คน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ เนื่องจากการปฏิบัติการของฝ่ายไทย ซึ่งผู้แทนไทยชี้แจงว่า พื้นที่ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนดังกล่าวนั้น ไทยถือว่าอยู่ภายในอธิปไตยของตน และบางส่วนมีประวัติเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่ไทยจัดตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อรองรับชาวกัมพูชาที่หลบหนีความขัดแย้งภายในประเทศ
ฝ่ายไทยยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการยึดครองดินแดน โดยระบุว่ามาตรการด้านความมั่นคงที่ดำเนินอยู่เป็นไปตามกรอบลดความตึงเครียดและข้อตกลงหยุดยิง พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน สื่อกัมพูชารายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กได้เผยแพร่หนังสือลงวันที่ 29 กันยายน 2569 ของนายแก้ว เจีย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ซึ่งส่งถึงนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อชี้แจงจุดยืนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หนังสือดังกล่าวระบุข้อกล่าวหาว่า ไทยดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อกัมพูชาในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 และยังคงมีการดำเนินกิจกรรมบริเวณชายแดนภายหลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
กัมพูชาอ้างถึงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างด้านความมั่นคง การติดตั้งลวดหนาม การนำตู้คอนเทนเนอร์ไปวางกั้นพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงแนวชายแดนในบริเวณที่กัมพูชาอ้างกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้ กัมพูชายังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อทหารไทยเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีต พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันโดยคณะผู้ตรวจสอบที่เป็นอิสระ
ส่วนประเด็นผู้พลัดถิ่น กัมพูชายืนยันว่าประชาชนกว่า 20,000 คนยังไม่สามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยได้ โดยอ้างถึงพื้นที่หลายแห่งตามแนวชายแดน ซึ่งรวมถึงจังหวัดบันเตียเมียนเจย อุดรมีชัย และโพธิสัตว์ พร้อมแนบแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมประกอบข้อกล่าวอ้าง ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องการครอบครองพื้นที่ชายแดนและทุ่นระเบิดยังเป็นประเด็นที่ทั้งสองประเทศมีคำชี้แจงแตกต่างกัน
สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการประนอมภายใต้ UNCLOS ครั้งที่ 2 ที่กรุงเฮก วันที่ 16 ตุลาคมเป็นวันที่สามของการประชุม โดยมีกำหนดหารือถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชาออกประกาศแจ้งว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต้องงดแถลงผลการดำเนินกระบวนการประนอมต่อสาธารณะ จนกว่าคณะกรรมาธิการจะออกข่าวอย่างเป็นทางการ ตามระเบียบวิธีปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน
ด้านกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อมูลทางเทคนิคต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อแสวงหาแนวทางกำหนดเขตแดนทางทะเลที่เป็นธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยคณะผู้แทนไทยนำโดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS เป็นกลไกเพื่อแสวงหาข้อยุติข้อพิพาททางทะเล โดยรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะคำพิพากษา ทั้งสองประเทศยังต้องนำข้อเสนอไปพิจารณาเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป




