วันที่ 16 ต.ค.69 - นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดเผยระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ว่า ธนาคารโลกตั้งเป้าขยายธุรกิจด้านแร่สำคัญ (Critical Minerals) เพิ่มขึ้น 5 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนา
บังกากล่าวว่า ธนาคารโลกได้เริ่มจัดทำกรอบความร่วมมือระดับประเทศร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) ภายในสัปดาห์นี้ โดยมุ่งสนับสนุนให้ประเทศเจ้าของทรัพยากรสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ และได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ระบุประเทศที่มีศักยภาพจำนวน 20 ประเทศ สำหรับพัฒนาความร่วมมือด้านแร่สำคัญในระยะต่อไป แต่ยังไม่ได้ประกาศรายชื่อประเทศดังกล่าวในถ้อยแถลงครั้งนี้
ภายใต้แผนดำเนินงานด้านโลหะและแร่ (Metals and Minerals Implementation Plan) ธนาคารโลกตั้งเป้าจัดหาเงินทุนสนับสนุนโครงการด้านแร่สำคัญรวม 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปีงบประมาณ 2026–2030 เพิ่มขึ้นจาก 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปีงบประมาณ 2021–2025 หรือประมาณ 5.3 เท่า แผนดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่สำคัญ ไม่จำกัดเฉพาะการทำเหมือง แต่ครอบคลุมถึงการแปรรูปและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศผู้ผลิตมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากร แทนการพึ่งพารายได้จากการส่งออกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว
การขยายเงินทุนครั้งนี้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของธนาคารโลก โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ต้องการเห็นธนาคารโลกมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนการทำเหมือง การแปรรูปแร่ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สหรัฐฯ ยังเสนอให้ธนาคารโลกใช้กลไกทางการเงินช่วยลดความเสี่ยงของโครงการ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมดังกล่าว รวมถึงโครงการทำเหมืองใต้ทะเลลึก (Deep-sea Mining)
อย่างไรก็ตาม บังกาไม่ได้กล่าวถึงการทำเหมืองใต้ทะเลลึกโดยตรงในการแถลงครั้งนี้ ขณะที่แผนด้านโลหะและแร่ของธนาคารโลกระบุว่า จะใช้แนวทางระมัดระวังในการพิจารณาโครงการประเภทดังกล่าว และต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารโลก
บังกายังเปิดเผยผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ธนาคารโลกสามารถระดมเงินทุนจากภาคเอกชนได้ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2022 เมื่อรวมกับเงินทุนสนับสนุนจากการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารโลก ทำให้ยอดเงินทุนรวมในปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวทางการดำเนินงานของธนาคารโลกที่มุ่งใช้เงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา
แร่สำคัญ (Critical Minerals) เป็นกลุ่มทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ ทองแดง และแร่หายากบางชนิด ซึ่งนำไปใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงานสะอาด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง การเพิ่มเงินทุนของธนาคารโลกจึงมีความสำคัญต่อประเทศที่มีทรัพยากรแร่และต้องการยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจโลก
สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ประจำปี 2026 แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่ธนาคารโลกกำลังพิจารณาความร่วมมือด้านแร่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การขยายเงินทุนดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรติดตามสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบสำคัญจากต่างประเทศ




