เจาะเส้นทางชีวิต "อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์" จากเหยื่อถูกโกง 2 ล้าน สู่ "โคนันเมืองไทย" ลุยเปิดโปงคดีดังระดับประเทศ ก่อนเจอจุดพลิกผันถูกแจ้งข้อหาหนักฉ้อโกงประชาชน พนันมวยและฟอกเงิน
เมื่อเอ่ยชื่อ "อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์" ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ภาพจำของสังคมไทยคือชายทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้คนในสังคมไทย โดยนำความรู้ทางด้านนิติศาสตร์ และการวิเคราะห์เชิงวิศวกรมาไล่ล่าหาความจริงจนได้ฉายา "โคนันเมืองไทย" แต่เบื้องหลังชีวิตเพราะ"อัจฉริยะ"เริ่มต้นขึ้นจากคำว่า "เหยื่อ"
นายอัจฉริยะ เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (สาขาวิศวกรรมโยธา) จากมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ รุ่นที่ 1 ในปี 2531 และด้วยความมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงรากฐานทางกฎหมายอย่างแท้จริง จึงเข้าศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
จุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตเกิดขึ้นสมัยที่นายอัจฉริยะทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เมื่อโดนนายจ้างฉ้อโกงเงินไปกว่า 2 ล้านบาท มิหนำซ้ำยังถูกพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี แจ้งข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากคู่กรณีมีความสัมพันธ์กับตำรวจ ยามนั้นนายอัจฉริยะไม่มีความรู้ทางกฎหมาย กลัวติดคุก พอไปปรึกษาทนายความก็ถูกหลอก จนครอบครัวตกต่ำถึงขั้นแทบไม่มีจะกิน
ประสบการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นแรงกระตุ้นให้นายอัจฉริยะสละเวลา ปิดกิจการรับเหมา แล้วหันมาศึกษาข้อกฎหมายจากอินเทอร์เน็ต และเข้าเรียนด้านกฎหมายจนจบปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ รวมถึงเดินทางไปนั่งฟังการพิจารณาคดีในศาลเกือบทุกวันติดต่อกันนาน 3-4 ปี เพื่อศึกษากลยุทธ์ของโจทก์ จำเลย ทนาย และอัยการ จนกระทั่งเขาสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์และศาลมีคำสั่งยกฟ้องในที่สุด
เมื่อหลุดพ้นจากคดี นายอัจฉริยะตัดสินใจก่อตั้ง "ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม" ขึ้นในปี 2552 เพื่อเป็นที่พึ่งให้ประชาชนที่ถูกรังแก นำความรู้ด้านวิศวกรรมและนิติศาสตร์ การสืบสวนเชิงลึกมาใช้ประกอบการทำคดี จนกระทั่งชื่อของนายอัจฉริยะกระหึ่มไปทั่วประเทศจากการสวนกระแสสังคมใน "คดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร"
นอกจากนี้ นายอัจฉริยะยังมีผลงานสร้างชื่ออีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำผู้เสียหายกว่า 200 คนลุยสอบคดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น, การเปิดคลิปเสียงเด็ดในคดีหวย 30 ล้านบาท, การลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลแฉเครือข่ายค้ากามเด็ก จ.แม่ฮ่องสอน, การนำผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกับ "เมฆ มังกรบิน" ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน, การจัดการปัญหาลิขสิทธิ์ให้นักร้องดัง "อาม ชุติมา", การลุยจี้คดีโรงพยาบาลพระราม 2 ปมไม่ช่วยเหลือหญิงถูกสาดน้ำกรด รวมถึงการเป็นพยานปากสำคัญในคดีมาตรา 112 และการยื่นมือช่วยผู้ซื้อรถยนต์ฟอร์ดที่มีปัญหาเรื่องระบบเกียร์
อย่างไรก็ดี เส้นทางนักสู้ของเขากลับต้องเผชิญมรสุมและคำถามจากสังคมเรื่องการบริหารจัดการชมรมและรายได้ ซึ่งนายอัจฉริยะเคยชี้แจงว่า ชมรมฯ นำรายได้ 20% จากค่าทนายความและค่าบำรุงสมาชิกมาใช้ขับเคลื่อนงาน และพร้อมช่วยคนจนหรือคนพิการฟรี
สำหรับบทสรุปของเส้นทางชีวิตล่าสุด ตำรวจไซเบอร์ได้นำหมายจับศาลอาญา เข้าจับกุมตัว นายอัจฉริยะในข้อหาหนัก ทั้งฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวยฯ ปิดฉากบทบาท "โคนันเมืองไทย" และชื่อของนายอัจฉริยะกลับมาสู่วงล้อมความสนใจของสังคมอีกครั้งในฐานะผู้ต้องหาคดีใหญ่ทางกฎหมาย




