วันที่ 2 ต.ค.69 - กรมชลประทานทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,400 เป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรองรับน้ำจากตอนบนที่ไหลลงสู่หน้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแจ้งพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด  ตามแผน กรมชลประทานเริ่มปรับเพิ่มตั้งแต่เวลา 20.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในอัตราประมาณชั่วโมงละ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้แตะระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายในเวลา 03.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม และคงอัตราดังกล่าวตามสถานการณ์

ข้อมูลเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม ระบุว่า สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,528 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มลดลง ส่วนสถานี Ct.19 แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี มีน้ำไหลผ่าน 576 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ระบายน้ำอยู่ที่ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.86 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง และมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากน้ำตอนบนยังไหลเข้าสู่หน้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง

กรมชลประทานระบุว่า การเพิ่มการระบายเป็นการดำเนินการแบบขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ โดยกรอบการระบายกำหนดไว้ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

พื้นที่เพิ่มตามเกณฑ์ระบาย 2,400–2,600 ลบ.ม./วินาที

เมื่อเทียบกับเกณฑ์พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ระดับ 2,400–2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีพื้นที่เฝ้าระวังเพิ่มเติม ดังนี้
อ่างทอง
  - อำเภอเมืองอ่างทอง: ตำบลบ้านรี
  - อำเภอวิเศษชัยชาญ: ตำบลไผ่จำศีล
สิงห์บุรี
  - อำเภอเมืองสิงห์บุรี: ตำบลบางมัญ และตำบลม่วงหมู่
พระนครศรีอยุธยา
  - อำเภอบางบาล: ตำบลบางบาล และตำบลมหาพราหมณ์
  - อำเภอพระนครศรีอยุธยา: ตำบลสวนพริก ท่าวาสุกรี ประตูชัย หัวรอ หอรัตนไชย คลองสวนพลู และกะมัง

รายชื่อดังกล่าวเป็นเกณฑ์พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบตามอัตราการระบาย ไม่ใช่การยืนยันว่าทุกพื้นที่เกิดน้ำท่วมแล้ว และไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ในช่วงอัตราการระบายที่ต่ำกว่าจะพ้นความเสี่ยง  เมื่ออัตราการระบายเพิ่มขึ้น พื้นที่ตามเกณฑ์ระดับก่อนหน้าในชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เช่นกัน โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

ระดับน้ำอาจเพิ่มอีก 15–30 เซนติเมตร
กรมชลประทานประเมินว่า การปรับระบายในช่วง 2,400–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อาจทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มจากเดิมประมาณ 15–30 เซนติเมตร โดยระดับจริงของแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับสภาพลำน้ำ น้ำจากลำน้ำสาขา ฝนในพื้นที่ และน้ำทะเลหนุน  โดยช่วงวันที่ 1–4 ตุลาคม ยังต้องเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งอาจทำให้การระบายน้ำบริเวณปลายน้ำช้าลง หน่วยงานจึงขอให้ประชาชนยกทรัพย์สินขึ้นที่สูง ดูแลกลุ่มเปราะบาง และตรวจสอบความแข็งแรงของแนวคันกั้นน้ำ  ประชาชนควรติดตามประกาศจากกรมชลประทาน จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะอัตราการระบายอาจเปลี่ยนแปลงตามปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน