แม้การนำเทคโนโลยีรูรับแสงปรับเปลี่ยนได้จริง (Variable Aperture) มาใส่ในกล้องหลักของ iPhone 18 Pro,Pro Max จะช่วยยกระดับมิติภาพถ่ายและการควบคุมระยะชัดลึกให้เหนือชั้นขึ้น แต่ล่าสุดเริ่มมีรายงานด้านลบเกี่ยวกับ "ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง" ที่ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนต้องกุมขมับ เมื่อพบว่าหากกลไกของรูรับแสงดังกล่าวชำรุด ค่าซ่อมผ่านศูนย์บริการมาตรฐานของ Apple จะพุ่งสูงเฉียด 10,000 บาททันที

ต้นตอของปัญหานี้เกิดจากลักษณะทางกายภาพของฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ ซึ่งต่างจากเลนส์รูรับแสงคงที่ในรุ่นก่อนๆ โดยชุดกล้องหลักของ iPhone 18 Pro มีการติดตั้ง "ใบเบลดเชิงกล (Mechanical Blades) ตัดด้วยเลเซอร์จำนวน 6 ชิ้น" เพื่อทำหน้าที่หรี่หรือขยายขนาดรูรับแสงระหว่าง ƒ/1.5 ถึง ƒ/4.0 ชิ้นส่วนที่ขยับได้เหล่านี้มีความเปราะบางต่อแรงสั่นสะเทือนและการตกกระแทก หากตัวเครื่องตกหล่นอย่างรุนแรง ใบเบลดอาจเกิดอาการติดขัด (Blade Jam) หรือมอเตอร์ขับเคลื่อนขัดข้อง ส่งผลให้กล้องค้างที่ค่ารูรับแสงเดิม หรือแอปพลิเคชันกล้องแจ้งเตือนข้อผิดพลาดของฮาร์ดแวร์
ประเด็นสำคัญที่กระทบกระเป๋าเงินผู้บริโภคคือ นโยบายการซ่อมของ Apple เนื่องจากศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ (Apple Store และ AASP) ไม่มีนโยบายแกะแยกชิ้นส่วนเพื่อซ่อมเฉพาะใบเบลดหรือมอเตอร์ควบคุมรูรับแสง หากตรวจพบความเสียหายของระบบเชิงกลภายในเลนส์ ช่างเทคนิคจะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวคือ "เปลี่ยนยกชุดโมดูลกล้องหลังทั้งหมด" (Rear Camera Module Assembly)

ส่งผลให้ราคาประเมินค่าซ่อมกล้องหลังแบบไม่มีประกันอุบัติเหตุ (Out-of-Warranty) อยู่ในระดับเกือบแตะ 10,000 บาท ซึ่งถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้งานประจำวัน
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งาน:
-
หลีกเลี่ยงแรงสั่นสะเทือนต่อเนื่อง: เช่น การติดตั้งโทรศัพท์ไว้บนแฮนด์รถจักรยานยนต์โดยไม่มีอุปกรณ์ลดแรงสะเทือน (Vibration Dampener) เพราะแรงสะเทือนจากเครื่องยนต์อาจส่งผลเสียต่อทั้งระบบกันสั่น OIS และชุดใบเบลดรูรับแสง
-
ใช้เคสกันกระแทกคุณภาพสูง: เน้นเคสที่มีขอบยกสูงรอบโมดูลกล้องหลังเพื่อลดแรงปะทะโดยตรงหากตัวเครื่องตกหล่น
-
พิจารณาแผนประกันอุบัติเหตุ: หากประเมินว่ามีความเสี่ยงในการใช้งาน การซื้อแพ็กเกจขยายระยะเวลาคุ้มครองหรือประกันอุบัติเหตุ (เช่น AppleCare+) จะช่วยลดค่าธรรมเนียมการซ่อมกล้องเหลือเพียงหลักร้อยถึงพันบาทต้นๆ ซึ่งคุ้มค่ากว่าการจ่ายค่าเปลี่ยนยกโมดูลในราคาเต็ม




