สืบสวนนครบาลช่วย 2 นักศึกษา มทร.กรุงเทพฯ-มหิดล ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้าง AIS-ตำรวจระนอง หลอกเงินรวม 1.35 ล้านบาท พบแผนซ้ำใช้ “ชายจีนเสื้อขาว-กางเกงดำ-สะพายเป้” รับเงิน
บช.น. สั่งชุดสืบสวน 2-3 บก.สส.บช.น. เข้าช่วยเหยื่อทัน ระงับบัญชีและยับยั้งเส้นทางการเงิน พบขบวนการใช้ AIS บังหน้า ก่อนสวมบทตำรวจ ข่มขู่เหยื่อให้หาเงินส่งต่อ
ตำรวจนครบาลเปิดเผยผลการช่วยเหลือนักศึกษา 2 รายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS แจ้งว่าข้อมูลบัตรประชาชนถูกนำไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์และใช้ก่อเหตุผิดกฎหมาย ก่อนโอนสายให้บุคคลที่อ้างเป็นตำรวจจังหวัดระนอง ใช้วิดีโอคอลสร้างความน่าเชื่อถือและข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงินหรือถอนเงินสด รวมความเสียหายประมาณ 1.35 ล้านบาท
กรณีแรกเกิดขึ้นเมื่อ วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 ผู้เสียหายคือ น.ส.จีระนันท์ อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ถูกหลอกเงินประมาณ 850,000 บาท แบ่งเป็นเงินโอน 50,000 บาท และเงินสด 800,000 บาท
คนร้ายเริ่มจากอ้างเป็น เจ้าหน้าที่ AIS แจ้งว่ามีผู้นำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์ AIS และใช้กระทำความผิด ก่อนให้ติดต่อกลับไปยัง สภ.เมืองระนอง จากนั้นมีการวิดีโอคอลกับชายที่อ้างเป็นตำรวจ และใช้ฉากหลังคล้ายสถานีตำรวจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงิน 50,000 บาท ก่อนคนร้ายสั่งให้นำเงินจากมารดาอีก 800,000 บาท และถอนเงินสดจากธนาคารไทยพาณิชย์ฯ หลังจากนั้นให้นำเงินไปส่งที่บริเวณด้านหน้าคอนโดมิเนียมย่านพญาไท ช่วงเวลาประมาณ 17.00-17.30 น. ให้กับชายชาวจีน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำ และสะพายกระเป๋าเป้
ส่วนกรณีที่สอง ผู้เสียหายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ ถูกหลอกให้โอนเงิน 499,999 บาท โดยเริ่มเหตุเวลาประมาณ 09.45 น. เมื่อมีผู้โทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS แจ้งว่ามีผู้นำเลขบัตรประชาชนไปเปิดเบอร์โทรศัพท์และใช้กระทำความผิด ก่อนให้ติดต่อกลับไปยัง สภ.เมืองระนอง
จากนั้นคนร้ายวิดีโอคอลกับผู้เสียหาย โดยอ้างเป็นนายตำรวจ แต่งกายคล้ายผู้กำกับ สวมหน้ากากสีขาว และมีฉากหลังคล้าย สภ.เมืองระนอง ก่อนสั่งให้โอนเงินมาตรวจสอบ เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงิน คนร้ายจึงให้เขียน สคริปต์หลอกผู้ปกครอง โดยอ้างว่าได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศและต้องใช้เงินเป็นค่าทำวีซ่ากับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ พร้อมสั่งให้อยู่ในสถานที่เงียบและใกล้สถานีตำรวจ โดยอ้างว่าจะนำเงินมาคืนหลังตรวจสอบเสร็จ
ต่อมาชุดสืบสวน 3 บก.สส.บช.น. ตรวจพบผู้เสียหายอยู่ภายใน โรงแรมบริเวณปากซอยสวนพลู 7 พื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ จึงเข้าช่วยเหลือได้ทัน หลังผู้เสียหายโอนเงิน 499,999 บาท เจ้าหน้าที่ประสานธนาคารให้ ระงับบัญชีปลายทางและยับยั้งเส้นทางการเงิน สามารถสกัดเงินไว้ได้
จากการตรวจสอบทั้งสองคดี ตำรวจพบรูปแบบการก่อเหตุซ้ำกัน คือเริ่มจากการอ้างเป็น AIS ก่อนส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการที่สวมบทเป็นตำรวจจังหวัดระนอง ใช้วิดีโอคอล ฉากหลังคล้ายสถานีตำรวจ และเครื่องแต่งกายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นข่มขู่ว่าเหยื่อเกี่ยวข้องกับคดีและสั่งให้โอนเงินหรือหาเงินจากผู้ปกครอง โดยบางรายถูกบังคับให้เขียนข้อความหลอกพ่อแม่ว่าได้รับทุนเรียนต่อต่างประเทศและต้องใช้เงิน ก่อนจัดส่งคนไปรับเงินสดตามจุดนัดหมาย
ข้อมูลการสืบสวนยังพบว่า ผู้มารับเงินในหลายกรณีมีลักษณะคล้ายกัน คือ ชายชาวจีน สวมเสื้อสีขาว กางเกงสีดำ และสะพายกระเป๋าเป้ โดยอาจสะพายไว้ด้านหน้าหรือด้านหลัง ทำหน้าที่รับเงินจากเหยื่อแล้วนำส่งต่อให้ขบวนการ ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้อง
ตำรวจเตือนประชาชน หากมีผู้แอบอ้างเป็น AIS ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ แจ้งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี แล้วสั่งให้โอนเงิน ถอนเงินสด หรือให้นำเงินไปส่งมอบแก่บุคคลอื่น ให้หยุดดำเนินการทันที อย่าหลงเชื่อ และตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง
หากตกเป็นเหยื่อ ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมและแจ้งตำรวจโดยเร็ว เนื่องจากความรวดเร็วในการแจ้งเหตุมีความสำคัญต่อการระงับและยับยั้งเส้นทางการเงิน รวมถึงเพิ่มโอกาสติดตามเงินกลับคืน




