จบดราม่าสุสานยิว! "ดร.กิตติพงศ์" นายกเสม็ดใต้ จ.ฉะเชิงเทรา ฟาดกลับโซเชียล ยันไม่อนุญาต ย้ำใบเดิมหมดอายุแล้ว ลั่นห้ามฝังแม้แต่ศพเดียว เคลียร์ดราม่า 1,200 ศพ! ห้ามใช้พื้นที่เด็ดขาด เพราะเป็นพื้นที่เกษตร-ใกล้ชุมชน เตรียมส่งนิติกรฟ้องคนปล่อยข้อมูลลวงทำพื้นที่วุ่นวาย
ดร.กิตติพงศ์ สีเหลือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกโรงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดราม่าในโลกโซเชียลเรื่องการจัดสร้างสุสานชาวยิวที่รองรับศพได้ถึง 1,200 ศพในพื้นที่ โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและทาง อบต. จะไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งสุสานหรือฌาปนสถานในพื้นที่แห่งนี้อย่างแน่นอน
ย้อนกลับไปถึงที่มาของเรื่องนี้ นายก อบต.เสม็ดใต้ เปิดเผยว่า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้เคยเข้ามาขออนุญาตจัดตั้งสุสานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ซึ่งในช่วงนั้นตนเองหมดวาระการดำรงตำแหน่งพอดี จึงไม่มีอำนาจในการตรวจสอบหรือยับยั้งในช่วงเริ่มต้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2565 เมื่อตนกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกอีกครั้ง บริษัทดังกล่าวได้มายื่นขอก่อสร้างกำแพงรั้ว โดยนำเอกสารใบอนุญาตจัดตั้งสุสานจากทางจังหวัดมาแสดงเป็นหลักฐาน ทาง อบต. จึงจำเป็นต้องอนุญาตให้สร้างรั้วตามขั้นตอนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2566 - 2567 เมื่อมีการพยายามเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตเข้ามายังพื้นที่ แต่ปรากฏว่าขบวนขนศพเข้าผิดทาง โดยหลงเข้าไปในเขตบ้านของชาวบ้านที่อยู่ติดกัน ทำให้ความลับหลังรั้วกำแพงสูงถูกเปิดเผยจนชาวบ้านรวมตัวกันประท้วงอย่างหนัก บีบให้ต้องมีการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ไปทันที และเรื่องราวก็เงียบหายไปนานกว่า 2 ปี
กระทั่งล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 ได้เกิดกระแสข่าวลือสะพัดในสื่อสังคมออนไลน์ว่า พื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นสุสานใหญ่รองรับศพชาวยิวถึง 1,200 ศพ ซึ่ง ดร.กิตติพงศ์ ยืนยันว่าข่าวนี้น่าจะเป็นการนำข้อมูลเก่ามาปั่นกระแส เนื่องจากปัจจุบัน "ใบอนุญาตเดิมที่ได้จากจังหวัดนั้นหมดอายุไปแล้ว" และยังไม่มีการต่อใบอนุญาตใหม่แต่อย่างใด
นายก อบต.เสม็ดใต้ ย้ำชัดถึงจุดยืนว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตเกษตรกรรม มีคลองสาธารณะ และตั้งอยู่ใกล้ชิดชุมชน ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการทำสุสาน โดยหลังจากนี้ได้สั่งการให้นิติกรเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จเรื่องศพ 1,200 ร่างมาเผยแพร่ จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในพื้นที่ เพื่อเป็นการปกป้องความสงบสุขของชาวเสม็ดใต้อย่างถึงที่สุด




