วันที่ 1 ก.ย.69 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมกู้ภัยของเนปาล พร้อมผู้เชี่ยวชาญและกำลังสนับสนุนจากจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ ยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เขตรสุวาและนวโกฏ ซึ่งเป็นสองพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ความพยายามกู้ภัยขณะนี้เน้นหนักไปยังโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งที่ได้รับความเสียหาย โดยมีคนงานจำนวนมากยังไม่สามารถติดต่อได้ สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนของเนปาลระบุว่า มีคนงานประมาณ 900 คน สูญหายจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 12 แห่ง และคาดว่าราว 500 คน อาจติดอยู่ภายในอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่ใช้ควบคุมการไหลของน้ำ
กองทัพเนปาลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องจักรหนัก รวมถึงการระเบิดแบบควบคุมในบางจุด เพื่อเปิดทางเข้าไปยังอุโมงค์ที่ถูกดิน โคลน และซากสิ่งก่อสร้างปิดกั้น โดยที่โครงการ Upper Trishuli-3A เจ้าหน้าที่วิศวกรรมทหารเร่งเจาะและเปิดทางเข้าอุโมงค์เพื่อค้นหาคนงาน ขณะที่โครงการ Upper Trishuli-1 ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรง มีผู้สูญหายหลายร้อยคน และเชื่อว่าจำนวนหนึ่งยังติดอยู่ภายในอุโมงค์ ทีมกู้ภัยต้องสูบน้ำออกจากอุโมงค์ กำจัดโคลน และติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่าง ก่อนสามารถเข้าไปค้นหาได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การทำงานยังเผชิญความเสี่ยงสูงจากโครงสร้างที่ไม่มั่นคง โคลนจำนวนมาก และความเป็นไปได้ที่จะเกิดดินถล่มซ้ำ
รายงานล่าสุดระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตรวมจากภัยพิบัติในเนปาลและทิเบตเพิ่มเป็น มากกว่า 950 ราย และยังมีผู้สูญหาย มากกว่า 4,400 คน เฉพาะฝั่งเนปาล หน่วยงานจัดการภัยพิบัติรายงานยอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 900 ราย และผู้สูญหายหลายพันคน ขณะที่ฝั่งทิเบตของจีนยังมีผู้เสียชีวิตและสูญหายอีกหลายร้อยคน ภารกิจกู้ภัยจึงยังคงดำเนินอย่างเข้มข้น โดยความหวังสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงพื้นที่อุโมงค์และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ถูกตัดขาด
ด้านความช่วยเหลือจากนานาชาติ จีนส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสนับสนุนการกู้ภัยในหลายจุด ขณะที่อินเดียช่วยเหลือด้านอากาศยานและอุปกรณ์ ส่วนทีมจากเกาหลีใต้เข้าร่วมภารกิจในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำบางแห่งที่มีการลงทุนและความร่วมมือจากเกาหลีใต้ การสนับสนุนดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ถนนและสะพานถูกตัดขาด ทำให้ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการเข้าถึงผู้ประสบภัย
ผลการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมที่รายงานโดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เหตุการณ์เริ่มต้นจากการพังทลายของชั้นหินใต้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย ส่งผลให้ก้อนหินและมวลธารน้ำแข็งจำนวนมหาศาลถล่มลงมา ก่อนพามวลน้ำและเศษหินไหลเข้าสู่หุบเขาด้านล่างอย่างรวดเร็ว เหตุถล่มดังกล่าวรุนแรงจนตรวจจับได้เป็นแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดประมาณ 5.2 นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า ภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติประเภทน้ำท่วมฉับพลันจากธารน้ำแข็งในอนาคต
Cr.AP






