วันที่ 29 ส.ค.69 - สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล–จีนยังอยู่ในภาวะวิกฤต เจ้าหน้าที่กู้ภัยทั้งสองประเทศเร่งค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางโคลนหนา ถนนและสะพานที่ถูกตัดขาด ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก ข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าวเอพีระบุว่า ฝั่งเนปาลมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 579 รายตามข้อมูลหน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติ ส่วนฝั่งจีนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และยังมีผู้สูญหายหลายร้อยคน

รูปภาพบทความ

Advertisement

ฝั่งเนปาลมีผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2,000 คน ขณะที่สื่อทางการจีนรายงานว่ามีผู้สูญหายอีก 554 คนในฝั่งทิเบต โดยหลายร้อยคนในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไปทำงาน ท่องเที่ยว เดินป่า หรือแสวงบุญในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย จนถึงขณะนี้ เนปาลสามารถช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่ประสบภัยได้มากกว่า 3,700 คน และมีผู้ได้รับการลำเลียงออกจากพื้นที่ด้วยเฮลิคอปเตอร์มากกว่า 3,200 คน

รูปภาพบทความ

หนึ่งในจุดที่เสียหายหนักที่สุดคือด่านจี๋หลง หรือ Gyirong Port ในเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญระหว่างจีนกับเนปาล ภาพจากพื้นที่และภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นอาคารและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากถูกกระแสน้ำ โคลน และเศษหินพัดทำลายจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ทีมกู้ภัยจีนต้องโรยตัวลงจากพื้นที่สูงและเดินเท้าเข้าไปค้นหาผู้รอดชีวิต เนื่องจากหลายเส้นทางไม่สามารถใช้การได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนต้องใช้แพและอากาศยานไร้คนขับช่วยลำเลียงกำลังพลและอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ ด้านฝั่งเนปาล กองทัพเร่งช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 100 คนที่เชื่อว่ายังติดอยู่ภายในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Upper Trishuli-1 ในเขตราซูวา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

รูปภาพบทความ

ภารกิจช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะโคลนจำนวนมหาศาลปกคลุมทางเข้าและทางออกของอุโมงค์จนแทบไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังคนและเครื่องจักรเปิดทางเข้าไปค้นหา ขณะที่ก่อนหน้านี้สามารถช่วยผู้คนออกจากบริเวณดังกล่าวได้แล้วประมาณ 350 คน นอกจากการค้นหาผู้สูญหาย เจ้าหน้าที่ยังต้องเฝ้าระวังภัยรอบใหม่ หลังเกิดทะเลสาบแห่งใหม่บนเทือกเขาหิมาลัยจากการพังถล่มของธารน้ำแข็ง

รูปภาพบทความ

ทะเลสาบดังกล่าวอยู่ห่างจากด่านจี๋หลงมากกว่า 10 กิโลเมตร และเคยมีระดับน้ำสูงจนเริ่มล้นออกมา ทำให้ทางการจีนและเนปาลต้องแจ้งเตือนประชาชนและเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมอพยพขึ้นที่สูง รวมถึงเคยสั่งหยุดการเดินทางเข้าเขตประสบภัยชั่วคราว สถานการณ์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่โดยรอบยังมีความเสี่ยงจากดินถล่ม ธารน้ำแข็ง และการไหลของเศษหินโคลน

รูปภาพบทความ

นักวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจากชั้นหินใต้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยพังถล่มอย่างรุนแรง จนลากมวลน้ำแข็งลงมาด้วย แรงสั่นสะเทือนจากการพังถล่มดังกล่าวรุนแรงจนตรวจวัดได้เทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ก่อนที่หิน น้ำแข็ง และน้ำจำนวนมหาศาลจะไหลลงสู่ลำน้ำในหุบเขา กลายเป็นกระแสน้ำป่าที่กวาดบ้านเรือน ถนน สะพาน และสิ่งปลูกสร้างทั้งในฝั่งทิเบตและเนปาล

รูปภาพบทความ

ผู้รอดชีวิตบางรายเล่าว่า ก่อนน้ำจะไหลเข้าพื้นที่ ได้ยินและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ก่อนเห็นมวลสีดำขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว หลายคนมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการวิ่งหนีขึ้นพื้นที่สูง ด้านเจ้าหน้าที่ศุลกากรรายหนึ่งในหมู่บ้านติมูเรของเนปาล ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนจีน ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงจนไม่เหมือนน้ำท่วมทั่วไป แต่คล้ายกับ “สึนามิ” ที่พุ่งลงมาตามหุบเขา

ขณะนี้ ภารกิจหลักของทั้งเนปาลและจีนคือการค้นหาผู้สูญหายให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังภัยซ้ำจากทะเลสาบใหม่และความไม่มั่นคงของพื้นที่ภูเขา ซึ่งยังอาจทำให้เกิดน้ำหลากหรือดินถล่มเพิ่มเติมได้

Cr. Xinhua / AP