เปิดประวัติพระราชภาวนาวชิรคุณ แห่งวัดเขาตาเงาะอุดมพร จากพระสายกรรมฐานผู้ศึกษาธรรมกับหลวงปู่ผาง สู่พระนักพัฒนาที่ทุ่มเทสร้างแหล่งน้ำให้ชาวชัยภูมิ จนได้รับสมญา “เทพเจ้าแห่งสายน้ำ”

สิ้นพระนักปฏิบัติที่ผูกชีวิตไว้กับธรรมะและชุมชน

Advertise

Article Image

Article Image

Article Image

Article Image

วงการพระกรรมฐานและพุทธศาสนิกชนในจังหวัดชัยภูมิได้รับข่าวแห่งความสูญเสีย หลังมีการเผยแพร่ประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊ก “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 แจ้งข่าวการละสังขารของ พระราชภาวนาวชิรคุณ วิ. หรือ หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต เจ้าอาวาสวัดเขาตาเงาะอุดมพร อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ

Article Image

ตามประกาศที่เผยแพร่ ระบุว่าหลวงปู่จื่อสิริอายุ 83 ปี พรรษา 51 ปี

Article Image

ชื่อของหลวงปู่จื่อเป็นที่รู้จักในหมู่พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะผู้ศรัทธาพระสายวิปัสสนากรรมฐาน ขณะเดียวกัน ท่านยังมีบทบาทด้านการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะการจัดการปัญหาแหล่งน้ำในพื้นที่ชัยภูมิ

Article Image

จากชีวิตช่างเย็บผ้า สู่เส้นทางใต้ร่มกาสาวพัสตร์

Article Image

ประวัติของหลวงปู่จื่อมีจุดเริ่มต้นที่เรียบง่าย

Article Image

ท่านเกิดวันที่ 17 มิถุนายน 2486 ที่ตำบลบ้านกอก อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน บิดาคือ นายฮอ แซ่จึง ซึ่งมีเชื้อสายจีน ส่วนมารดาคือ นางพี เฉลียวดี

Article Image

ท่านศึกษาเล่าเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนออกมาช่วยครอบครัวทำงาน และมีความสามารถด้านการเย็บผ้า จนต่อมาเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อทำงานที่ร้านก่อเกียรติ ซึ่งเป็นร้านตัดผ้าในยุคนั้น 

Article Image

ชีวิตในวัยหนุ่มจึงแตกต่างจากภาพที่ผู้คนคุ้นเคยในเวลาต่อมาอย่างมาก เพราะก่อนเข้าสู่เส้นทางพระกรรมฐาน ท่านเคยเป็นคนทำงานหาเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับคนทั่วไป

Article Image

วันที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิต

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2518 หลวงปู่จื่อเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดศรีแก้งคร้อ ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยมีพระโพธิญาณมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาทางธรรมว่า “พันธมุตโต”

หลังอุปสมบท ท่านฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงปู่ผาง จิตตคุตโต แห่งวัดอุดมคงคาคีรีเขต จังหวัดขอนแก่น และศึกษาการปฏิบัติในแนวทางวิปัสสนากรรมฐาน

การเดินธุดงค์และการปฏิบัติธรรมทำให้ท่านได้พบเห็นสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของประชาชนในหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำและการทำมาหากินของชาวบ้าน 

ทำไมจึงได้รับสมญา “เทพเจ้าแห่งสายน้ำ”

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้ชื่อของหลวงปู่จื่อเป็นที่จดจำ ไม่ได้อยู่เพียงในเรื่องการปฏิบัติธรรม แต่คือการทำงานเพื่อชุมชน

โดยตั้งแต่ราวปี 2523 ขณะที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดเขาตาเงาะอุดมพร ได้เห็นปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชนในพื้นที่ จึงเริ่มแนวคิดพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณ “ลำเชียงทา” เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับชุมชนและภาคการเกษตร 

ท่านนำพระภิกษุ ลูกศิษย์ และชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างฝายและแหล่งกักเก็บน้ำ โดยมีทั้งเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาและการสนับสนุนจากภาครัฐ

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัดชัยภูมิ จนหลวงปู่จื่อได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “เทพเจ้าแห่งสายน้ำ” 

จึงไม่น่าแปลกที่ภาพจำของหลวงปู่จื่อในสายตาชาวบ้าน จะไม่ได้มีเพียงภาพพระนักกรรมฐาน แต่ยังเป็นพระที่ลงมือช่วยแก้ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

 จากพระกรรมฐานสู่พระราชาคณะชั้นราช

ตลอดเส้นทางสมณเพศ หลวงปู่จื่อได้รับความเคารพในฐานะพระสายวิปัสสนากรรมฐานและพระนักพัฒนา

วันที่ 28 มิถุนายน 2564 มีพระบรมราชโองการพระราชทานสมณศักดิ์แก่ท่านเป็น “พระราชภาวนาวชิรคุณ”พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ โดยมีการเชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตรไปถวาย ณ วัดเขาตาเงาะอุดมพร จังหวัดชัยภูมิ 

สมณศักดิ์ดังกล่าวสะท้อนเส้นทางชีวิตในสมณเพศของพระเถระผู้ใช้เวลาหลายสิบปีศึกษาปฏิบัติธรรมและทำงานเพื่อส่วนรวม

มรดกที่ไม่ได้มีเพียงคำสอน

หากมองย้อนกลับไปตลอดชีวิตของหลวงปู่จื่อ สิ่งที่โดดเด่นมีอยู่สองด้านที่เดินคู่กันมาด้านหนึ่งคือการปฏิบัติธรรมในสายกรรมฐาน การธุดงค์ และการเผยแผ่หลักธรรม

อีกด้านคือการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะงานด้านน้ำ ซึ่งกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ทำให้ชื่อของท่านผูกพันกับผู้คนในจังหวัดชัยภูมิ

จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อพูดถึง “หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต” หลายคนไม่ได้จดจำท่านเพียงในฐานะพระเกจิหรือพระวิปัสสนาจารย์ แต่ยังจดจำในฐานะพระนักพัฒนาที่นำเรื่องธรรมะมาควบคู่กับการช่วยเหลือผู้คน

ข่าวการละสังขารที่มีการเผยแพร่ในวันนี้ จึงสร้างความอาลัยแก่ศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพศรัทธา

จากนี้ สิ่งที่จะยังคงอยู่ไม่เพียงชื่อของพระราชภาวนาวชิรคุณ แต่คือแนวทางการปฏิบัติธรรมและผลงานพัฒนาแหล่งน้ำที่ท่านฝากไว้กับชุมชน

สายน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงผู้คนยังคงไหลต่อไป เช่นเดียวกับคำสอนและคุณงามความดีที่ศิษยานุศิษย์จะร่วมกันสืบทอดต่อไป