นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างใกล้ชิด แม้ว่าระดับน้ำในหลายจุดจะเริ่มทรงตัวและทยอยลดลงตามลำดับ แต่ทุกหน่วยงานยังคงตั้งการ์ดสูงและไม่ประมาท เนื่องจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมินว่า ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่าน ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอสองแคว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอทุ่งช้าง อาจมีปริมาณฝนตกสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 50–70 มิลลิเมตร รวมถึงอาจมีปริมาณฝนตกหนักเฉพาะจุดเพิ่มเติม
ปัจจัยดังกล่าวทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ เนื่องจากสภาพผิวดินในหลายพื้นที่มีความชื้นสะสมสูงจากการอุ้มน้ำฝนระลอกก่อนหน้า ส่งผลให้ความสามารถในการดูดซับน้ำใหม่ลดลง และอาจทำให้มวลน้ำไหลหลากลงสู่แม่น้ำสายหลักได้อย่างรวดเร็ว
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ รัฐบาลได้กำหนด 8 ข้อสั่งการ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้:
-
ติดตามและชี้เป้า: มอบหมาย กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้ระบบเรดาร์ตรวจจับกลุ่มฝนเพื่อชี้เป้าพื้นที่ฝนตกหนักแบบเรียลไทม์
-
สแกนขอบเขตน้ำท่วม: ให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมติดตามพื้นที่น้ำท่วมขัง
-
บริหารจัดการน้ำ: ให้ สทนช. กรมชลประทาน และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ประเมินเส้นทางและการเคลื่อนตัวของมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง
-
เฝ้าระวังดินถล่ม: มอบหมาย กรมทรัพยากรธรณี ตรวจสอบจุดเสี่ยงดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ภูเขา
-
ดูแลการสัญจร: กำชับหน่วยงานด้านคมนาคมเฝ้าระวังและเร่งเปิดเส้นทางจราจรที่ได้รับความเสียหาย
-
ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า: ให้หน่วยงานด้านพลังงานเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้าโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก
-
เตรียมพร้อมเผชิญเหตุ: ให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับจังหวัดน่าน จัดเตรียมกำลังพล เครื่องจักรกลสาธารณภัย และอุปกรณ์กู้ชีพกู้ภัยให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
-
สื่อสารแจ้งเตือน: ประสานหน่วยงานประชาสัมพันธ์ส่งข้อมูลแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง






