เดือดตั้งแต่เกมยังไม่เริ่ม! “อ.หรั่ง” ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แสดงความคิดเห็นก่อนเกมรอบชิงชนะเลิศ อาเซียน คัพ 2026 ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติเวียดนาม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงขุมกำลังคู่แข่งที่เจ้าตัวเรียกว่า “เวียดนามพลัส” ก่อนตั้งคำถามถึง “ความภาคภูมิใจ” ในเวทีฟุตบอลระดับภูมิภาค

รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ ทีมชาติไทยมีโปรแกรมพบเวียดนาม 2 นัด โดยเกมแรกวันที่ 22 สิงหาคม ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ก่อนออกไปเล่นนัดต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม ที่มีดิงห์ สเตเดียม ประเทศเวียดนาม

ดร.ชาญวิทย์ มองว่า ปัจจัยสำคัญของทีมชาติไทยอยู่ที่การวางแผนและเลือกผู้เล่นของ แอนโธนี ฮัดสัน หัวหน้าผู้ฝึกสอน โดยเชื่อว่าโค้ชน่าจะมีแผนอยู่ในใจและเลือกทีมที่ดีที่สุดลงสนาม แม้ขุมกำลังไทยชุดนี้อาจไม่สมบูรณ์เต็มร้อย และผู้เล่นตัวหลักหลายรายไม่ได้อยู่ในทีมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกจับตามองคือมุมมองของ “อ.หรั่ง” ต่อทีมชาติเวียดนามชุดนี้ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่า ไม่ใช่เวียดนามแบบที่คุ้นเคยอีกต่อไป พร้อมนิยามว่าเป็น “เวียดนามพลัส บวกบราซิล”

ดร.ชาญวิทย์ ยืนยันว่า ทีมชาติไทยไม่ได้หวาดกลัวคู่แข่ง และพร้อมลงสนามแข่งขัน แต่ตั้งข้อสังเกตถึงทิศทางฟุตบอลในภูมิภาค โดยกล่าวว่า

“ต้องถามกลับว่าความภาคภูมิใจอยู่ตรงไหน เพราะนี่คือมหกรรมฟุตบอลในอาเซียน”

พร้อมยกตัวอย่างหลายชาติในภูมิภาคที่มีแนวทางด้านการสร้างทีมแตกต่างออกไป โดยระบุว่าสิงคโปร์อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ขณะที่กรณีของมาเลเซียและเวียดนามเป็นประเด็นที่แฟนฟุตบอลอาเซียนสามารถตั้งคำถามและถกเถียงกันได้

อย่างไรก็ตาม “อ.หรั่ง” ย้ำว่าไม่ได้ต้องการก้าวล่วงการบริหารจัดการของชาติใด เพราะแต่ละประเทศมีแนวทางของตัวเอง และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทีมชาติไทยคือการเตรียมตัวให้พร้อม

“เราไม่ก้าวล่วง เราพร้อมเล่นกับทุกชาติที่เข้ามาอาเซียน”

คำพูดดังกล่าวทำให้บรรยากาศก่อนรอบชิงชนะเลิศยิ่งน่าจับตา เพราะนอกจากการต่อสู้ในสนามระหว่างสองคู่ปรับสำคัญของภูมิภาคแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องแนวทางการสร้างทีมชาติและอัตลักษณ์ฟุตบอลอาเซียนเข้ามาเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่แฟนบอลอาจถกเถียงกันอย่างร้อนแรง

สุดท้ายแล้วคำตอบทั้งหมดจะอยู่บนสนาม เมื่อ ไทยและเวียดนาม ต้องวัดกันตลอดสองเกม เพื่อชี้ว่าใครจะก้าวขึ้นไปยืนบนบัลลังก์ฟุตบอลอาเซียนในปี 2026