วันที่ 17 ส.ค.69 - ปฏิบัติการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ และชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายพร้อมกัน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและจับกุมผู้เกี่ยวข้อง จากการสืบสวนของกรมสรรพากร พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อประกอบกิจการ โดยบางแห่งมีการดำเนินธุรกิจจริง ขณะที่บางบริษัทถูกกล่าวหาว่าถูกใช้เป็นช่องทางออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายจริง ก่อนนำเอกสารไปขายให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการนำไปใช้ลดภาระภาษี
พฤติการณ์ที่ตรวจพบ มีการใช้ตัวแทนหรือนายหน้าติดต่อลูกค้าผ่าน กลุ่มปิดในแอปพลิเคชันไลน์ เมื่อมีการตกลงมูลค่าใบกำกับภาษีแล้ว ลูกค้าจะโอนเงินเข้าบัญชีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น บัญชีม้า ก่อนเครือข่ายจัดส่งใบกำกับภาษีทางไปรษณีย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้ากันโดยตรงและลดการเปิดเผยตัวตน เจ้าหน้าที่ยังพบว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนสูงถึง 400 ล้านบาท และแจ้งรายได้ปีละประมาณ 300–400 ล้านบาท เพื่อสร้างภาพความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจและเอกสารทางภาษีที่ออกไป
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยึดของกลางและพยานหลักฐานได้มากกว่า 200 รายการ ทั้งใบกำกับภาษี เอกสารทางบัญชี สมุดบัญชีธนาคาร ตราประทับบริษัท คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของเครือข่าย ขณะเดียวกัน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 3 ราย โดยมีผู้ต้องหาบางรายให้การรับสารภาพในเบื้องต้น ส่วนการดำเนินคดีและการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันมีเจตนาออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (3) ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000–200,000 บาท ต่อความผิด
นอกจากนี้ ผู้ที่นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้เครดิตภาษีก็อาจมีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน โดยกรมสรรพากรระบุว่าพฤติการณ์ลักษณะนี้ส่งผลโดยตรงต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ
ปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นการขยายผลตั้งแต่ ผู้ออกใบกำกับภาษี นายหน้า บัญชีรับเงิน ไปจนถึงผู้ใช้ใบกำกับภาษี เพื่อสกัดการทุจริตภาษีในลักษณะเครือข่ายและลดความเสียหายต่อระบบการจัดเก็บรายได้ของประเทศ







