พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เปิดเผยความคืบหน้าคดีกลุ่มบุคคลนำท่อปูนและเทคอนกรีตปิดทางเข้า-ออก วัดป่าอดุลยาราม ว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและภาพจากกล้องวงจรปิด พบยานพาหนะที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุรวม 4 คัน ประกอบด้วย รถตู้ 2 คัน, รถผสมปูน 1 คัน และรถกระบะบรรทุกวัสดุ 1 คัน โดยเจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ครอบครองทั้งหมดแล้ว และได้เรียกมาสอบปากคำในฐานะพยาน

รูปภาพบทความ

จากการสอบปากคำคนขับรถผสมปูน ให้การว่า ได้รับคำสั่งจากผู้จัดการร้านให้เข้ามาเทปูน โดยเข้าใจว่าเป็นการปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ขณะที่ผู้สั่งซื้อปูน ตำรวจได้เชิญมาให้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยง ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกแล้วรวม 5 ฉบับ แบ่งเป็น หมายเรียก “ป้าดา” 1 ฉบับ ซึ่งส่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ในกรุงเทพมหานคร และหมายเรียกเจ้าของรถที่เกี่ยวข้องอีก 4 ฉบับ สำหรับกรณีรถตู้ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ได้ประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นในพื้นที่ สน.พระโขนง หรือไม่

รูปภาพบทความ

พ.ต.อ.ยศวัจน์ ชี้แจงข้อกฎหมายว่า การดำเนินคดีข้อหาบุกรุก พิจารณาจาก "สิทธิการครอบครอง" เป็นหลัก หากมีบุคคลภายนอกเข้ามารบกวนการครอบครองของผู้ดูแลพื้นที่ ย่อมเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คดีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินในชั้นศาลถึงที่สุด

รูปภาพบทความ

ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ว่าวัดเป็นแหล่งมั่วสุม ตำรวจระบุว่า ที่ผ่านมาเคยเข้าตรวจสอบตามข้อร้องเรียนแล้ว 3 ครั้ง โดยตรวจปัสสาวะพระสงฆ์ ลูกวัด และบุคคลภายในวัด ซึ่งไม่พบสารเสพติด มีเพียงกรณีเด็กวัด 1 รายในอดีตที่ตรวจพบและถูกดำเนินคดีไปแล้ว ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่พบว่าวัดยังมีจุดติดตั้งกล้องวงจรปิดไม่เพียงพอ มีเฉพาะบริเวณกุฏิเจ้าอาวาส ข้าราชการตำรวจจึงได้ร่วมกันรวบรวมเงินบริจาคให้วัดนำไปติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมบริเวณประตูทางเข้า-ออก เพื่อยกระดับความปลอดภัยและใช้เป็นหลักฐานในการดูแลความสงบเรียบร้อยต่อไป