"สิทธิโชติ" แจงชัดปมรับเงินฉาว พบพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จริง แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอเอาผิดนักการเมืองใหญ่ ย้ำยังไม่มีการตั้งสำนวนใหม่เหตุพยานหลักฐานยังไม่ถึงขั้น

นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่สังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กกต. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในคดีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยยืนยันว่าทาง กกต. ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเด็ดขาดจนมีมติสั่งลงโทษวินัยร้ายแรงไปแล้ว

สำหรับการไต่สวนการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 พบว่ามีการร้องเรียนให้ตรวจสอบเพิ่มเติมใน 2 พื้นที่หลัก คือ จังหวัดตาก และจังหวัดอำนาจเจริญ โดยในกรณีของจังหวัดตากนั้นเป็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีพฤติการณ์ทุจริตเรียกรับเงิน ซึ่งหลังจาก กกต. ตั้งกรรมการสอบสวนพบว่าเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวมีการกระทำผิดจริง จึงได้มีมติสั่งไล่ออกจากราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนในกรณีของจังหวัดอำนาจเจริญซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่คนเดียวกันนี้ถูกส่งไปสืบสวนคดี สส. ก็พบพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันคือการรับเงินทุจริต แม้เจ้าหน้าที่จะถูกไล่ออกไปก่อนหน้าจากเคสแรกแล้ว แต่กระบวนการทางวินัยของเคสที่สองยังคงดำเนินต่อไป โดยล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นให้ไล่ออกเช่นกัน และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษคือความเชื่อมโยงกับตัว สส. ที่ถูกร้องเรียน นายสิทธิโชติระบุว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีการโอนเงินเข้าหาเจ้าหน้าที่จริง แต่ผู้โอนเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่ตัว สส. โดยตรง แม้จะมีการระบุชื่อบุคคลที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองชื่อดังในพื้นที่ เช่น น.ส.ญาณี สีฟ้า สจ.ที่สนิทสนมกับ น.ส.นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบพยานหลักฐานเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานบุคคลที่ยืนยันความเชื่อมโยงไปถึงตัว สส. ได้อย่างชัดเจนเพียงพอที่จะตั้งสำนวนใหม่เป็น "ความปรากฏ" ได้ เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องยุติลงที่การลงโทษเจ้าหน้าที่ไปก่อน ส่วนสำนวนการเลือกตั้งเดิมที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยทำนั้น กกต. ได้มีวินิจฉัยไปตามกระบวนการเรียบร้อยแล้ว

รูปภาพบทความรูปภาพบทความรูปภาพบทความ