กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างหนัก กรณีเกิดเหตุเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกจนเสียชีวิตภายในบ้านพัก นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์แตกออกเป็นสองฝ่ายบนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับขอบเขตของกฎหมายว่าด้วย "การป้องกันตัวตามสมควรแก่เหตุ" ว่าแท้จริงแล้วคุ้มครองสุจริตชน หรือกลายเป็นอุปสรรคในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินกันแน่

ฝั่งประชาชนส่วนใหญ่ต่างมองว่า เมื่อมีผู้บุกรุกยามวิกาล ย่อมถือเป็นภยันตรายที่กระชั้นชิด เจ้าของบ้านไม่อาจทราบได้เลยว่าคนร้ายมาตัวเปล่า มีอาวุธ หรือตั้งใจเข้ามาทำร้ายคนในครอบครัว การตัดสินใจใช้อาวุธตอบโต้จึงเป็นกลไกสัญชาตญาณในการปกป้องตนเอง หากต้องรอให้คนร้ายลงมือก่อเหตุก่อน อาจสายเกินไปที่จะปกป้องชีวิตของคนในบ้าน ความคิดเห็นจำนวนมากจึงเห็นว่า กฎหมายควรเปิดกว้างให้สิทธิเจ้าบ้านอย่างเต็มที่ในการจัดการกับผู้บุกรุก

ในทางกลับกัน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า กฎหมายอาญามาตรา 68 วางหลักการชัดเจนเรื่องการป้องกันตัว โดยกำหนดให้ต้องเป็นการกระทำเพื่อแย่งชิงหรือป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมาย และต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง รวมถึงต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ หากคนร้ายเข้ามาเพียงเพื่อลักทรัพย์ ไม่มีอาวุธ หรือกำลังวิ่งหนีออกจากบ้าน การยิงจากด้านหลังหรือการยิงซ้ำจนเสียชีวิต อาจถูกศาลตัดสินว่าเป็นการ "ป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ" ตามมาตรา 69 ซึ่งยังต้องรับโทษทางอาญา แม้จะได้รับการลดหย่อนโทษก็ตาม

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง "ความรู้สึกของคนในสังคม" กับ "บรรทัดฐานทางกฎหมาย" เมื่อประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่ข้อกฎหมายกลับให้ความสำคัญกับสัดส่วนของการตอบโต้และเจตนาเป็นหลัก ปัญหานี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เคสใดเคสหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาสร้างความกระจ่าง หรือปรับปรุงแนวทางการตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมยุคปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นจำเลยทางอาญาเพียงเพราะพยายามปกป้องบ้านของตัวเอง