วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีสหรัฐอเมริกาปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยตามมาตรา 301 ว่า อัตราภาษีที่มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ปรับจากฐานเดิม 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มใหม่ 12.5% ทั้งจำนวน  อัตราดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยหลายประเทศ เช่น จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ จึงประเมินว่าโดยภาพรวมยังไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

รูปภาพบทความ

จากข้อมูลที่รัฐบาลติดตามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าสินค้าส่งออกของไทยกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้นจากมาตรการภาษี ครอบคลุมสินค้าสำคัญ เช่น วงจรรวม ยางธรรมชาติ และแป้งมันสำปะหลัง โดยสินค้าที่ได้รับยกเว้นคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ  อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากร ประเภทสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเงื่อนไขการนำเข้าของสหรัฐฯ จึงไม่ควรตีความว่าสินค้าไทยทุกประเภทจะไม่ได้รับผลกระทบ

รัฐบาลขอให้ผู้ส่งออกและประชาชนพิจารณาข้อมูลเป็นรายสินค้า และไม่ตื่นตระหนกจากตัวเลขพาดหัวเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งรัฐบาลจะประเมินผลกระทบแยกตามกลุ่มสินค้า เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหา ไม่ใช้แนวทางเดียวกับผู้ประกอบการทุกประเภท

ขณะเดียวกัน รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade: ART เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว แต่ยังไม่กำหนดกรอบเวลาว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปเมื่อใด  รัฐบาลยังติดตามกระบวนการไต่สวนของสหรัฐฯ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Excess Capacity ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป และอาจกระทบต่อเงื่อนไขทางการค้าในอนาคต  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลด้านการผลิต การส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อใช้ชี้แจงและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้

รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลจะสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แยกให้ชัดเจนระหว่างมาตรการที่มีผลบังคับใช้แล้ว กับประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาหรือการไต่สวน พร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชน รักษาตลาดสหรัฐฯ ขยายตลาดส่งออกใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย