ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้มากขึ้น จนเกิดเทรนด์ใหม่บนโซเชียลมีเดียอย่าง "Fibermaxxing" หรือการตั้งเป้ารับประทานใยอาหาร (Dietary Fiber) ให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยหลายคนเลือกเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่วลงในทุกมื้ออาหาร เพื่อให้ได้รับไฟเบอร์ในระดับที่เหมาะสม

เหตุผลที่เทรนด์นี้ได้รับความนิยม เพราะใยอาหารมีบทบาทสำคัญต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มกากอาหาร ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ หรือไมโครไบโอม (Gut Microbiome) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญ และสุขภาพโดยรวม

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายแห่งแนะนำให้ผู้ใหญ่รับประทานใยอาหารประมาณ 25–38 กรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับเพศและช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หลายประเทศพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังได้รับไฟเบอร์ต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำ

ผลไม้และอาหารที่มีไฟเบอร์สูง

การเพิ่มไฟเบอร์ไม่จำเป็นต้องพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสมอไป เพราะสามารถเลือกจากอาหารธรรมชาติได้ เช่น

  • ฝรั่ง
  • แอปเปิล (รับประทานพร้อมเปลือก)
  • กีวี
  • ลูกแพร์
  • ส้ม
  • ข้าวโอ๊ต
  • ถั่วแดง
  • ถั่วลูกไก่
  • เมล็ดเจีย
  • เมล็ดแฟลกซ์

การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ ช่วยให้อิ่มนาน ลดการรับประทานจุกจิก และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารได้ดีขึ้น

Fibermaxxing ดีอย่างไร

นอกจากช่วยเรื่องการขับถ่ายแล้ว งานวิจัยจำนวนมากยังพบว่า การได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอสัมพันธ์กับประโยชน์หลายด้าน ได้แก่

  • ส่งเสริมสุขภาพลำไส้
  • ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพราะทำให้อิ่มนาน
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งลำไส้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เริ่มเพิ่มไฟเบอร์ควรค่อย ๆ ปรับปริมาณทีละน้อย และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะหากเพิ่มใยอาหารอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือไม่สบายท้องได้

แม้ Fibermaxxing จะเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม แต่หัวใจสำคัญยังคงเป็นการรับประทานอาหารที่หลากหลาย ครบ 5 หมู่ และสมดุล ไม่เน้นอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว