วันที่ 17 ก.ค.69 - นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ต้นทุนของร้านอาหารแต่ละแห่งแตกต่างกัน ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่าพื้นที่ ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม จึงไม่สามารถกำหนดให้ร้านอาหารทุกแห่งขายข้าวแกงในราคาเดียวกันได้  ร้านขนาดใหญ่ที่ซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าร้านรายย่อยที่ต้องซื้อในราคาปลีก ขณะที่ร้านในพื้นที่เศรษฐกิจหรือทำเลค่าเช่าสูง มีภาระมากกว่าร้านที่ใช้พื้นที่ของตนเอง  สมาคมภัตตาคารไทยจึงเสนอแนวคิด “ข้าวแกงช่วยชาติ” โดยรวบรวมร้านข้าวแกงทั่วประเทศประมาณ 80,000–100,000 ร้าน ให้ร่วมกันสั่งซื้อวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำปลา น้ำตาล และก๊าซหุงต้ม 

การรวมคำสั่งซื้อจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ทำให้ร้านค้าซื้อวัตถุดิบได้ในราคาต่ำลง ลดต้นทุนต่อจาน และมีโอกาสจำหน่ายอาหารในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

จากการสำรวจร้านข้าวแกงป้าแอ๋ว ซึ่งเปิดจำหน่ายอาหารตามสั่งและข้าวแกงมาเป็นเวลานาน พบว่า ร้านมีเมนูหมุนเวียนหลายประเภท ทั้งแกงเขียวหวาน แกงเผ็ด พะแนง ต้มจืด ผัดกะเพรา ผัดพริกแกง ไข่พะโล้ ไข่ลูกเขย ผัดผัก และของทอด  เดิมร้านเคยจำหน่ายข้าวราดแกงในราคาจานละ 20 บาท ก่อนทยอยปรับขึ้นเป็น 40 บาท ตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น แต่ยังพยายามรักษาปริมาณและคุณภาพอาหาร เพื่อไม่ให้กระทบลูกค้าประจำ  ปัจจุบันร้านยังสามารถขายข้าวแกงในราคา 40 บาทและมีกำไรเพียงพอ เนื่องจากไม่มีภาระค่าเช่าสถานที่ ต้นทุนหลักจึงอยู่ที่วัตถุดิบ เครื่องปรุง ค่าแรง และพลังงาน

ผู้ประกอบการเห็นว่า หากภาครัฐช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และค่าเช่าพื้นที่ จะช่วยให้ร้านอาหารตรึงราคาได้นานขึ้น โดยไม่ต้องลดปริมาณหรือเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำลง

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของอาหารแต่ละเมนูไม่เท่ากัน ร้านค้าจึงต้องเฉลี่ยกำไรและต้นทุนระหว่างเมนู เช่น เมนูที่มีต้นทุนต่ำช่วยชดเชยเมนูเนื้อสัตว์หรือวัตถุดิบที่มีราคาสูง เพื่อให้สามารถจำหน่ายในราคาเดียวกันได้

ด้านประชาชนที่รับประทานข้าวแกงเป็นประจำมองว่า ราคา 40 บาทช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มาก เพราะปัจจุบันข้าวแกงหลายร้านมีราคาเฉลี่ย 50–70 บาทต่อจาน และอาจสูงขึ้นหากเลือกกับข้าวมากกว่าหนึ่งอย่าง  ประชาชนจึงต้องการให้มีร้านเข้าร่วมโครงการในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณชุมชน แหล่งงาน สถานศึกษา และสถานีขนส่ง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้ใช้แรงงานเข้าถึงอาหารราคาประหยัดได้สะดวกขึ้น

ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นตรงกันว่า ข้าวแกง 40 บาทมีความเป็นไปได้ แต่ต้องออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงของแต่ละพื้นที่ ไม่ควรใช้การกำหนดราคาเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีมาตรการลดภาระให้ร้านค้า  หากรัฐสนับสนุนการรวมซื้อวัตถุดิบ ลดค่าพลังงาน และช่วยเหลือร้านที่มีภาระค่าเช่า จะทำให้โครงการข้าวแกงราคาประหยัดเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน พร้อมช่วยบรรเทาค่าครองชีพประชาชนโดยไม่กระทบคุณภาพอาหาร

Article Image

Article Image