วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่

คำร้องดังกล่าวมุ่งตรวจสอบว่า การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เข้าหลักเกณฑ์กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติให้นำเงินกู้ไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งเช่นกัน

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 7 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล  ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน ได้แก่ นายจิรนิติ หะวานนนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน และบัญชีท้ายพระราชกำหนดในส่วนแผนงานหรือโครงการวงเงิน 200,000 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลผ่านด่านตรวจสอบด้านรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า การใช้พระราชกำหนดเพื่อรองรับแผนงานด้านพลังงานระยะยาวเข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

หลังคำวินิจฉัย รัฐบาลสามารถเดินหน้ามาตรการตามพระราชกำหนดดังกล่าวต่อไปได้ ทั้งในส่วนการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และแผนงานรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศภายใต้กรอบกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว 

Article ImageArticle Image