วันที่ 23 ส.ค.69 -  “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พบว่า เศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง เป็นประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ถูกหยิบขึ้นมาอภิปรายมากที่สุดถึง 80.58% ขณะที่ประชาชน 54.30% ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ สะท้อนความคาดหวังที่ต้องการเห็นผลลัพธ์หลังการอภิปรายมากกว่าการโต้เถียงในสภาเพียงอย่างเดียว

ผลสำรวจเรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” เก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,267 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 และเผยแพร่ในวันที่ 23 สิงหาคม 2569  เมื่อถามถึงความสนใจในการติดตามการอภิปราย กลุ่มตัวอย่าง 38.28% ระบุว่าค่อนข้างสนใจ ขณะที่ประเด็นที่ต้องการให้ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายมากที่สุดคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง 80.58% ตามด้วย ประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่น 54.54%  ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การอภิปรายจะเป็นเวทีการเมือง แต่เรื่องที่ประชาชนต้องการคำตอบยังคงเป็นปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรง โดยเฉพาะรายได้ ค่าครองชีพ และการจัดการปัญหาทุจริตในระบบราชการ

Advertise

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ กลุ่มตัวอย่าง 54.30% ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะสามารถช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้  ขณะที่สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นหลังการอภิปรายมากที่สุด คือ การติดตามและตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง 56.99% แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังไม่ได้สิ้นสุดที่การอภิปรายหรือการลงมติในรัฐสภา แต่ต้องการเห็นว่าข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่ถูกเปิดเผยจะถูกนำไปตรวจสอบต่อหรือไม่  และ เมื่อถามถึงสถานการณ์การเมืองไทยภายหลังการอภิปราย 50.28% มองว่าสถานการณ์โดยรวมไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ว่า การที่ประชาชนมากกว่าครึ่งไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบรัฐบาลได้ และมองว่าสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณว่าประชาชนกำลังให้ความสำคัญกับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเวทีอภิปราย มากขึ้น  ทั้งการตรวจสอบข้อกล่าวหา การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการอภิปรายครั้งนี้สร้างผลทางการเมืองและความเชื่อมั่นต่อประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ด้านอาจารย์นนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มองว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล แต่คาดหวัง ผลในทางปฏิบัติ มากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา โดยเฉพาะปัญหา เศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการ ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล  ขณะเดียวกัน ประชาชนยังให้ความสำคัญกับ ความรับผิดชอบทางการเมือง หรือ Political Accountability โดยต้องการให้ข้อมูลและข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นระหว่างการอภิปรายถูกนำไปตรวจสอบต่ออย่างจริงจัง ไม่ควรสิ้นสุดทันทีเมื่อการลงมติในสภาจบลง

ผลสำรวจสำคัญจากสวนดุสิตโพล
38.28% ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
80.58% อยากให้อภิปรายเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง
54.54% อยากให้อภิปรายประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่น
54.30% ไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบรัฐบาลได้
56.99% อยากให้ติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาต่ออย่างจริงจัง
50.28% มองว่าสถานการณ์การเมืองหลังอภิปรายไม่น่าเปลี่ยนแปลง
 

รูปภาพบทความ