นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดการประชุม APEC Business Advisory Council (ABAC) ครั้งที่ 3/2569 ที่โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ (7 กรกฎาคม 2569) โดยย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในยุคที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมผลักดัน Thailand FastPass เพื่อลดอุปสรรคด้านการลงทุน และสนับสนุนการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) คุณภาพสูง เพื่อสร้างเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่เชื่อมโยง แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้แทนภาคธุรกิจจาก 21 เขตเศรษฐกิจสมาชิก APEC พร้อมระบุว่า ทุกครั้งที่ ABAC ประชุม จะเกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีคุณค่าและได้รับการนำไปต่อยอดเป็นนโยบายระดับภูมิภาคอยู่เสมอ เพราะ ABAC ไม่ได้เป็นเพียงเวทีของภาคธุรกิจ แต่เป็นกลไกที่นำ "ข้อเท็จจริงจากภาคปฏิบัติ" เข้ามาสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาล
"รัฐบาลอาจเก่งในการออกนโยบาย แต่ภาคธุรกิจคือผู้ที่รู้ดีที่สุดว่านโยบายใดใช้ได้จริง" นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยได้นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ โดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้เชิญผู้บริหารระดับสูงและผู้นำภาคธุรกิจเข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า "อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้การลงทุน การขยายธุรกิจ หรือการสร้างงานทำได้ยากขึ้น"
จากการหารือพบว่า หลายครั้งสิ่งที่นักลงทุนต้องการไม่ใช่มาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม แต่คือ การลดขั้นตอน ลดข้อจำกัด และขจัดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และภาคเอกชนก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ หากไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน
หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลคือ Thailand FastPass ซึ่งมีเป้าหมายทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนคุณภาพ โดยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ และสร้างช่องทางที่รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้สำหรับโครงการลงทุนคุณภาพ เพื่อให้นักลงทุนใช้เวลาในการสร้างธุรกิจ มากกว่าการเผชิญขั้นตอนราชการ
ในระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีระบุว่า ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ความไว้วางใจ กฎระเบียบที่ชัดเจน โปร่งใส ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือในการรักษาตลาดให้เปิดกว้าง แม้ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความท้าทาย โดยทุกประเทศควรร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยง มีความหลากหลาย และยืดหยุ่นมากขึ้น แทนการแบ่งแยกเป็นกลุ่มแข่งขันกัน
นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ไทยเดินหน้าสนับสนุน ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีคุณภาพ เพราะการลงทุนระยะยาวต้องอาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดจากกติกาที่ชัดเจน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการเข้าถึงตลาดที่สะดวกมากขึ้น โดย FTA ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าจะลงทุน ผลิต หรือขยายธุรกิจในพื้นที่ใด
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดแข็งของ APEC คือการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐเข้ากับประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมย้ำว่า เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจมีคุณค่า และรัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลไทยพร้อมรับข้อเสนอแนะจาก ABAC และผลักดันให้ข้อเสนอเหล่านั้นนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ขยายการค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน. 




