ปธน.ฟิลิปปินส์ต่อสายแสดงความยินดี พร้อมเชิญนายกฯ ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ชื่นชมไทยจัดการปัญหาสแกมเมอร์ และขอบคุณที่ช่วยชาวฟิลิปปินส์ที่ถูกหลอกลวงกลับประเทศ

อังคารที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องทํางานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทางโทรศัพท์กับนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสาระสําคัญ ดังนี้

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนไทยต่อการบริหารประเทศ พร้อมทั้งย้ําคําเชิญให้นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤษภาคมนี้

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณ พร้อมยืนยันความพร้อมเข้าร่วมและสนับสนุนการประชุมฯ ภายใต้การนําของฟิลิปปินส์อย่างเต็มที่ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสําคัญมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งนี้ ยังคาดว่า ในที่ประชุมอาเซียน ครั้งนี้ น่าจะมีการหยิบยก สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมาหารือ เพื่อเสริมสร้างความสามารถของอาเซียนในการรับมือกับผลกระทบ ทั้งด้านพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวเสนอให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นภารกิจแห่งภูมิภาค โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้กรอบอาเซียน พร้อมเร่งการจัดทําความตกลงที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่อํานวยความสะดวกในการส่งตัวชาวฟิลิปปินส์เกือบ 1,000 คนที่ได้รับผลกระทบจากขบวนการหลอกลวงในเมียนมากลับประเทศผ่านไทย ด้วย

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ําว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแน่นแฟ้นและมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต โดยจะร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียนโดยรวม”