“อนุทิน” ชูความมั่นคงรอบด้าน พร้อมรับมือทุกภัยคุกคาม
“อนุทิน” ชูไทยความมั่นคงรอบด้าน สร้างชาติแข็งแกร่งบนเวทีโลก พร้อมรับมือทุกภัยคุกคาม
“อนุทิน” เปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 69 ประกาศความมั่นคงไทยแข็งแกร่ง มั่นใจรับมือสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านได้ ชูยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุคใหม่ ครอบคลุมทหาร เศรษฐกิจ อาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และการต่างประเทศ ดันไทยเป็นมหาอำนาจด้านอาหารของโลก พร้อมผนึกทุกภาคส่วนเป็น “ทีมไทยแลนด์” สร้างเสถียรภาพประเทศระยะยาว
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 ณ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรุงเทพมหานคร พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” โดยเน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งปัจจุบันและอนาคต
นายอนุทิน ระบุว่า ความมั่นคงของชาติในอดีตอาจมุ่งเน้นเรื่องการทหารเป็นหลัก แต่ในโลกปัจจุบัน ความมั่นคงมีความหมายกว้างขวางกว่านั้น ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพลังงาน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน ดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ ไม่ให้ประเทศเสียเปรียบหรือเพลี่ยงพล้ำในทุกมิติ พร้อมรักษาสถานะของประเทศให้ได้รับเกียรติ ความเชื่อมั่น และการยอมรับจากประชาคมโลก
สำหรับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยมีความพร้อมและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เรามีปัญหาเรื่องความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตรงนี้ไม่ต้องห่วง พี่ ๆ หลายคนในห้องนี้ควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่มีความต้องกังวลใด ๆ ประเทศไทยไม่มีใครเข้ามารุกรานคุกคามเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
นายกรัฐมนตรี ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นในฐานะแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก ทั้งข้าว ผลไม้ พืชผัก และเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถยกระดับบทบาทประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศได้
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป อาหารกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของทุกประเทศ และประเทศไทยมีโอกาสใช้จุดแข็งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ
“คนอื่นขายน้ำมัน เรายังให้ความสำคัญกับเขาเยอะมาก แต่ขอโทษนะครับ น้ำมันนั้นนำมาดื่มกินไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีอาหาร เราดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้เลย”
นายอนุทิน ระบุว่า ประเทศไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิตและแปรรูปอาหารอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ไม่ใช่อาศัยเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นจากภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ความมั่นคงทางพลังงานเป็นอีกยุทธศาสตร์สำคัญ โดยรัฐบาลมุ่งลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ส่งเสริมพลังงานทางเลือก และปรับโครงสร้างการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ รวมถึงมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 เพื่อช่วยภาคเกษตรและขนส่ง ตลอดจนเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ
นายกรัฐมนตรี ยังชี้ว่า ความมั่นคงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับเสถียรภาพทางการเมือง เพราะแม้ประเทศจะมีทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงใด หากฝ่ายบริหารขาดเสถียรภาพ ก็ยากที่จะขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายได้
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงยึดหลักการทำงานเป็นทีมเดียวกัน ไม่มีการแบ่งมุ้งหรือแบ่งพรรคภายในคณะรัฐมนตรี โดยทุกกระทรวงต้องสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน เพื่อให้การบริหารประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนข้าราชการประจำ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าทุกคนคือส่วนหนึ่งของ “ทีมไทยแลนด์” ต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ยึดติดกับระบบพวกพ้องหรือสายสัมพันธ์ทางการเมือง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือผลประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ
นายอนุทิน ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งการป้องกันประเทศ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างความเชื่อมั่นจากนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก
“การรักษาความมั่นคงของชาติจึงถือเป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน ความมั่นคงคือการเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือกับทุก ๆ สิ่งที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว และสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีฝากถึงนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 69 ให้ใช้โอกาสในการศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและพัฒนาประเทศ
พร้อมย้ำความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพครบถ้วนที่จะสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตย สร้างความมั่นคง และยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลกได้อย่างต่อเนื่อง 




