พิธีอัญเชิญเรือพระราชพิธีลงสู่ลำน้ำเจ้าพระยา ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญตามโบราณราชประเพณีที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยความเป็นสิริมงคล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยกองทัพเรือได้ประกอบพิธีอัญเชิญ "เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์" ซึ่งเป็นลำที่ ๑ ในลำดับเรือพระที่นั่ง ลงสู่ผืนน้ำ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี อย่างงดงามตระการตาและสมพระเกียรติ เพื่อเตรียมการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

⚜️ ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ อัญเชิญลงน้ำเคลื่อนสู่อู่ทหารเรือธนบุรี
เมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ถูกอัญเชิญลงจากคาน นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์พร้อมกำลังพลประจำเรือ ได้ร่วมกันประกอบพิธีจุดธูปเทียนไหว้แม่ย่านางเรือ และถวายบังคมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษาลำเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อดั้งเดิม ก่อนเคลื่อนลำเรือจากคลองบางกอกน้อยออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่อู่ทหารเรือธนบุรี ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร

ผ่านเส้นทางและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ อาทิ สวนเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา (สถานีรถไฟบางกอกน้อยเดิม), โรงพยาบาลศิริราช, ท่ามหาราช, ท่าช้าง และวัดระฆังโฆสิตาราม โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓๐ นาที เข้าเทียบจอด ณ อู่หมายเลข ๑ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ

ทั้งนี้ การประกอบพิธีอัญเชิญเรือพระที่นั่งลงน้ำในพระราชพิธีครั้งนี้ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสำคัญ ๔ ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ โดยกำหนดอัญเชิญลงน้ำและเข้าจอด ณ อู่หมายเลข ๑ อู่ทหารเรือธนบุรี

📜 ย้อนรอยประวัติศาสตร์ "เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์" มรดกทางทะเลแห่งโลก
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์มีประวัติสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในนาม "เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์" ดังปรากฏในบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ความว่า:
“สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”
สำหรับเรือพระที่นั่งลำปัจจุบัน สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี พลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนาวาสถาปนิกผู้ต่อเรือ และได้ประกอบพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๔๕๔
ตัวเรือมีความยาวตลอดลำ ๔๔.๙๐ เมตร กว้าง ๗.๑๗ เมตร ลึก ๐.๙๔ เมตร โขนหัวเรือจำหลักเป็นรูปหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจก มีพู่จามรีห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ตอนกลางลำทอดบัลลังก์กัญญาหรือบุษบกไว้เป็นที่ประทับ ใช้กำลังพลประจำเรือรวม ๗๑ นาย (แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ ๖๔ นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ๗ นาย)

ความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๕ องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร (World Ship Trust) ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญรางวัลมรดกทางทะเล ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๕ (The World Ship Trust Heritage Award “Suphannahong Royal Barge”) แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ก่อนจะพระราชทานแก่กรมศิลปากรเพื่อดูแลรักษาต่อไป
🔨 ประณีตศิลป์การตอกหมันเรือ ผสานกำลังพล และท่วงทำนองกาพย์เห่เรือ
การเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กองทัพเรือ, สำนักพระราชวัง และกรมศิลปากร โดยอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้บูรณะตัวเรือด้วยภูมิปัญญาประมงพื้นบ้านโบราณ คือ "การตอกหมันเรือ" โดยนำด้ายดิบมาตอกเข้าไปบริเวณร่องระหว่างไม้กระดานเรือให้แน่นเพื่อป้องกันน้ำซึม จากนั้นใช้ชันยาเรือผสมน้ำมันยางยาแนวและทาทั่วภายนอกลำเรือเพื่อป้องกันเพรียง ก่อนส่งมอบให้สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ดำเนินการประดับตกแต่งตัวเรือให้งดงามประณีต
ในส่วนของกำลังพล กองทัพเรือได้คัดเลือกฝีพายรวม ๒,๒๐๐ นาย โดยจัดอบรมถ่ายทอดรูปแบบการพายที่ถูกต้องแก่นายเรือ ๕๘ นาย และนายท้าย ๑๐๔ นาย เพื่อทำหน้าที่เป็นครูฝึก
พร้อมกันนี้ ขบวนเรือจะขับขานด้วยท่วงทำนองอันไพเราะก้องกังวานจาก "กาพย์เห่เรือ" ซึ่งประพันธ์โดย พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทยและศิลปินดีเด่นจังหวัดราชบุรี ผู้เคยประพันธ์กาพย์เห่เรือในขบวนพยุหยาตราชลมารคมาแล้วถึง ๗ ครั้ง

🌊 ตระการตาริ้วขบวน ๕๒ ลำ ๕ ริ้ว ๓ สาย
การจัดรูปขบวนเรือพระราชพิธี มีความยาวรวม ๑,๒๘0 เมตร กว้าง ๙๐ เมตร ประกอบด้วยเรือพระราชพิธี ๕๒ ลำ แบ่งออกเป็น ๕ ริ้ว ๓ สาย ดังนี้:
• ริ้วสายกลาง (สายเรือพระที่นั่ง): ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (เรือประทับพระราชอาสน์), เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช (เรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน), เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ (เรือพระที่นั่งรอง) ร่วมด้วยเรืออีเหลือง (เรือกลองนอก), เรือแตงโม (เรือกลองในของผู้บัญชาการขบวนเรือ), เรือตำรวจ และเรือแซง ๗ ลำ
• ริ้วสายใน: ขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง ประกอบด้วย เรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น (เรือประตูหน้า), เรือเสือทยานชลและเรือเสือคำรณสินธุ์ (เรือพิฆาต), เรือรูปสัตว์ ๘ ลำ (เรืออสุรวายุภักษ์, เรืออสุรปักษี, เรือกระบี่ปราบเมืองมาร, เรือกระบี่ราญรอนราพณ์, เรือครุฑเหินเห็จ, เรือครุฑเตร็จไตรจักร, เรือพาลีรั้งทวีป, เรือสุครีพครองเมือง) และปิดท้ายด้วยเรือเอกไชยเหินหาวและเรือเอกไชยหลาวทอง (เรือคู่ชัก)
• ริ้วสายนอก: ประกอบด้วยเรือดั้ง สายละ ๑๑ ลำ และเรือแซง สายละ ๓ ลำ ทำหน้าที่อารักขารอบนอก
กำลังพลของกองทัพเรือทุกนายต่างมีความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ และมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พ.ศ. ๒๕๖๙ ปรากฏความวิจิตรอลังการ สง่างาม และสมพระเกียรติยศสูงสุดสืบไป
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก: กองทัพเรือ Royal Thai Navy และ กรมการขนส่งทหารเรือ




