ชื่อของ “ออยศรี” หรือ น.ส.บุญยนุช แสงศรี กลับมาได้รับความสนใจอย่างมาก หลังออกมาตั้งคำถามและนำข้อมูลเกี่ยวกับเงินบริจาคและการดำเนินงานของมูลนิธิต่าง ๆ เข้าสู่พื้นที่สาธารณะ จนหลายคนอยากรู้ว่าเธอคือใคร และเริ่มเป็นที่รู้จักจากจุดไหน

ปัจจุบัน ออยศรีเป็นเจ้าของเพจ “ออยศรีและผองเผือก” และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับ บริษัท ที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด ซึ่งมีการจดทะเบียนประกอบกิจการด้านบริการทางกฎหมายและงานที่ปรึกษา โดยในข่าวล่าสุดเธอปรากฏตัวในฐานะเจ้าของบริษัทและผู้ยื่นข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประเด็นสาธารณะหลายเรื่อง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ชื่อ “ออยศรี” เริ่มเป็นที่รู้จักในช่วง คดีหวย 30 ล้านบาท ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล กับครูปรีชา ใคร่ครวญ

ข้อมูลจากช่วงเวลาดังกล่าวระบุว่า ออยศรีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “แก๊งสามศรี” ซึ่งช่วยติดตามข้อมูล ขุดค้นประเด็นทางกฎหมาย ประสานงาน และช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยในช่วงนั้นมีความใกล้ชิดกับทีมของ ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม”

รูปภาพบทความ

ตัวออยศรีเองเคยเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการติดตามคดีหวย 30 ล้านอย่างใกล้ชิด ก่อนรู้จักกับทีมงานและเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านข้อมูล จากนั้นจึงเริ่มสร้างพื้นที่สื่อของตัวเองขึ้นมา

ต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างออยศรีกับทนายตั้มเปลี่ยนแปลงไป และมีข้อพิพาทรวมถึงคดีความระหว่างกันหลายครั้ง โดยหนึ่งในคดีหมิ่นประมาท ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องออยศรีกับพวกในปี 2568 โดยเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีนั้นอยู่ในขอบเขตการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตต่อบุคคลสาธารณะ

หลังมีผู้ติดตามมากขึ้น “ออยศรีและผองเผือก” กลายเป็นพื้นที่ที่นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับคดีความ บุคคลสาธารณะ มูลนิธิ เงินบริจาค และธุรกรรมที่สังคมตั้งข้อสงสัย

จุดเด่นของเนื้อหาคือการหยิบข้อมูล เอกสาร หรือประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อนมาถ่ายทอดด้วยภาษาตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามต่อผู้เกี่ยวข้องให้ชี้แจง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เงินสาธารณะและเงินบริจาค

ล่าสุด ออยศรีมีบทบาทในการยื่นข้อมูลต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมีทนายความและฝ่ายกฎหมายของบริษัทร่วมดำเนินการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่และยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุคคลใดกระทำผิด

รูปภาพบทความ

ออยศรีเคยระบุว่า การตรวจสอบไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลใดเป็นพิเศษ และหากมูลนิธิหรือองค์กรอื่นมีหลักฐานที่สมควรตรวจสอบ ก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

บทบาทของเธอในปัจจุบันจึงอยู่ในลักษณะ อินฟลูเอนเซอร์และผู้ติดตามตรวจสอบประเด็นสาธารณะผ่านสื่อออนไลน์ โดยใช้ข้อมูล เอกสาร และประเด็นกฎหมายเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามต่อเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามหรือการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาใดได้รับการพิสูจน์แล้ว ผู้ถูกพาดพิงยังมีสิทธิชี้แจง และข้อเท็จจริงสุดท้ายต้องพิจารณาจากหลักฐานและกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ