นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่ง 3 ธนาคารรัฐและ บสย. ร่วมลดต้นทุนการออกหนังสือค้ำประกันธนาคาร หรือ Bank Guarantee สำหรับผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1% ต่อปี หรือประมาณ 500 บาทต่อปี สำหรับวงเงินค้ำประกัน 50,000 บาท หวังเปิดทางให้ผู้รับเหมารายย่อยเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า ได้หารือกับธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. รวมถึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ให้ร่วมออกแบบกลไกค้ำประกันสำหรับผู้ประกอบการ โดยควบคุมค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับต่ำ ไม่เกิน 1% ต่อปี หากคิดจากวงเงินค้ำประกัน 50,000 บาท ค่าธรรมเนียมสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อปี ซึ่งกระทรวงการคลังต้องการลดภาระต้นทุนและปัญหาเงินจมของผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะผู้ติดตั้งที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด


มติ ครม. วันที่ 27 ตุลาคม 2569 กำหนดให้ผู้ให้บริการติดตั้งระบบวาง Bank Guarantee จำนวน 50,000 บาทต่องาน เป็นเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงานได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หลักประกันดังกล่าวอาจถูกยึดตามเงื่อนไขโครงการ รัฐบาลระบุว่า หลักประกันนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงผู้รับเหมาทิ้งงาน หรือติดตั้งอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้มีเป้าหมายกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยออกจากโครงการ นอกจากนี้ มติ ครม. ยังวางเงื่อนไขมาตรฐานของระบบขนาด 5 kW โดยกำหนดราคาติดตั้งไม่เกิน 140,000 บาท รับประกันงานติดตั้ง 7 ปี มีประกันอัคคีภัย 7 ปี และบริการล้างแผงปีละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 7 ปี เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการต่อเนื่องหลังติดตั้ง
กระทรวงการคลังยังหารือกับ ธอส. ให้พัฒนาสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์รายย่อย เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้ออุปกรณ์และดำเนินงาน ขณะที่ บสย.จะเข้ามามีบทบาทช่วยค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น นายเอกนิติระบุด้วยว่า แนวทางดังกล่าวต้องการให้โอกาสทางธุรกิจจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชนกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่




