'นายกฯ' ทุ่มงบดูแลสุขภาพประชาชน ชี้เป็นเรื่องเดียวที่สำนักงบประมาณไม่กล้าตัด
'อนุทิน' ย้ำรัฐบาลพร้อมทุ่มงบดูแลสุขภาพประชาชน ชี้เป็นเรื่องเดียวที่สำนักงบประมาณไม่กล้าตัด ดันอุตสาหกรรม Wellness รับสังคมสูงวัย
วันนี้ (28 ต.ค.69) ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ.2569 ภายใต้หัวข้อสังคมอยู่ดี มีพลัง นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องร่วมผนึกพลังทุกภาคส่วน ก้าวสู่ระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืน
นายอนุทิน กล่าวว่า เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นพื้นที่สำคัญ ซึ่งการห่างเหินจากกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปี 2566 ทำให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงและสำนักงานสุขภาพแห่งชาติพัฒนาและยกระดับโครงสร้างการทำงานไปไกลมากแล้ว ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีความสงบสุขและมีผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน บริหารงานอย่างราบรื่นเมื่อเทียบกับช่วงที่ตนเองดำรงตำแหน่งซึ่งเผชิญการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกปี
นายอนุทิน ระบุว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสุขภาพของประชาชนโดยไม่เกรงกลัวต่อการตรวจสอบ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ รัฐบาลมุ่งหวังให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง สามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศและลดภาระของคนวัยทำงาน
สำหรับจุดแข็งของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติคือการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนนำความรู้มาแลกเปลี่ยนเพื่อออกแบบนโยบายสาธารณะ นายอนุทิน กล่าวว่า "ใครจะว่าอะไรก็แล้วแต่ในเรื่องของต้นทุนที่ดูแลสุขภาพของประชาชนแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยืนยันว่ารัฐบาลต้องจัดสรรมาให้ได้ เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่ารัฐบาลจะต้องลำบากเรื่องการจัดสรรงบประมาณขนาดไหน ซึ่งเรื่องสุขภาพประชาชนเป็นเรื่องเดียวที่สำนักงบประมาณไม่กล้าตัด"
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบภายใน 6-7 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2033 ตามรายงานของธนาคารโลกจากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงต้องปรับระบบสุขภาพโดยเน้นการป้องกันโรคควบคู่กับการเสริมสร้างสุขภาพ ส่วนปัญหาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือการค้างจ่ายเงินให้โรงพยาบาล รัฐบาลจะนำงบกลางหรือส่วนที่ประหยัดได้มาสมทบเข้าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อจ่ายให้องค์การเภสัชกรรมและโรงพยาบาลต่างๆ ยืนยันว่าเรื่องสุขภาพของประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ภายใต้การรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
นายอนุทิน ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness หรือเศรษฐกิจด้านสุขภาพให้ครอบคลุม ทั้งการป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีนควบคู่กับนวัตกรรมสมัยใหม่ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมสุขภาพ
นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า วิสัยทัศน์ของรัฐบาลคือการสร้างระบบสุขภาพที่ทำให้คนไทยเข้าโรงพยาบาลน้อยลง และส่งเสริมอุตสาหกรรม Wellness เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งการมีสุขภาพดีและการพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ พร้อมยืนยันสนับสนุนทุกนโยบายที่เป็นประโยชน์ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป 





