วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งมีรัฐมนตรีถูกยื่นอภิปรายรวม 18 คน ว่า รัฐมนตรีทุกกระทรวงต้องเตรียมข้อมูลสำหรับชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน โดยมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากมีพรรคร่วมรัฐบาลเพียง 2 พรรค ทำให้การประสานงานไม่ซับซ้อน

เมื่อถามว่ากังวลกระทรวงใดเป็นพิเศษ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบ จึงต้องเตรียมข้อมูลและทำการบ้านให้มาก

นายอนุทินย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา รัฐมนตรีทุกคนมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อกล่าวหา ขณะเดียวกันรัฐบาลยังต้องเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่ให้ภารกิจเพื่อประชาชนหยุดชะงัก

เผยเสียงรัฐบาลเกือบ 300 แต่ยังต้องรอผลลงมติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความมั่นใจในการลงมติว่า แม้เชื่อมั่นในความพร้อมของรัฐบาล แต่ไม่ต้องการแสดงความมั่นใจเกินไป เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมีการลงมติตามรัฐธรรมนูญ

พร้อมเปรียบเทียบรัฐบาลอนุทินชุดแรก ซึ่งมีเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา กับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง โดยให้สื่อมวลชนพิจารณาตัวเลขดังกล่าว

ส่วนจะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า 300 เสียงหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า การลงมติเป็นเอกสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องรอผลการลงคะแนนจริง

เสนออภิปราย 27–29 ต.ค. ลงมติ 30 ต.ค. รอวิป 3 ฝ่ายตกลง

สำหรับกรอบเวลาการอภิปราย นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลเสนอวันที่ 27–29 ตุลาคม 2569 และลงมติวันที่ 30 ตุลาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่รัฐมนตรีสามารถเข้าร่วมรับฟังและชี้แจงได้เต็มที่ โดยไม่ติดภารกิจอื่น

ทั้งนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะประสานหารือกับวิปที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสม

นายอนุทินยอมรับว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลใช้ถ้อยคำคลาดเคลื่อนจนถูกประธานสภาผู้แทนราษฎรท้วงติงว่า การกำหนดวันอภิปรายไม่ใช่อำนาจของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องหารือร่วมกับวิป 3 ฝ่ายและประธานสภา จึงขออภัยต่อความคลาดเคลื่อนดังกล่าว พร้อมย้ำว่าวันที่ 27–30 ตุลาคมเป็นเพียงข้อเสนอของรัฐบาล ยังไม่ใช่กำหนดการที่ได้ข้อยุติ

กั๊กกล้าธรรมร่วมรัฐบาล–ควบรวมภูมิใจไทย บอกรอหลังซักฟอก

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาลหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะยุบรวมหรือควบรวมกับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรีระบุว่า ยังเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้น จึงไม่ควรคาดการณ์ล่วงหน้า

ส่วนกรณีที่พรรคกล้าธรรมอาจลงคะแนนสนับสนุนรัฐบาล และจะมีผลต่อการพิจารณาเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น นายอนุทินขอให้รอผลการอภิปรายและลงมติก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบว่ารัฐมนตรีแต่ละคนจะได้รับคะแนนสนับสนุนเท่าใด

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน ทั้งการอภิปราย การชี้แจง และการลงมติ ก่อนจะประเมินสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนั้น

แจงกินข้าว “ธรรมนัส” เป็นเพื่อนกันมานาน แต่การเมืองต้องแยกกัน

นายอนุทินยังกล่าวถึงภาพร่วมรับประทานอาหารกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ว่า ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่ ร.อ.ธรรมนัส ยังมียศเป็นผู้กอง การรับประทานอาหารร่วมกันจึงเป็นเรื่องปกติของความสัมพันธ์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีย้ำว่า มิตรภาพกับการเมืองเป็นคนละเรื่องกัน หากความสนิทสนมสามารถกำหนดทุกอย่างทางการเมืองได้ พรรคกล้าธรรมก็คงอยู่ในรัฐบาลไปแล้ว พร้อมระบุว่าทั้งสองฝ่ายยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ แม้ไม่ได้ร่วมรัฐบาล

ส่วนกระแสข่าวการแบ่งโควตากระทรวงให้พรรคกล้าธรรม หรือปรับสัดส่วนรัฐมนตรีระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้รายละเอียด โดยขอให้รอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงก่อน

นายอนุทินย้ำว่า ไม่ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร หน้าที่สำคัญของรัฐบาลยังคงเป็นการบริหารประเทศและทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่