ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับชายจีนวัย 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับทางการจีน หลังหลบหนีมากบดานในบ้านหรูย่านรามคำแหง พบข้อมูลเชื่อมโยงเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ใช้บัญชีทำธุรกรรมกว่า 133 บัญชี เงินหมุนเวียนเกิน 500 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท เจ้าตัวพยายามหลบเลี่ยงการติดตามด้วยเอกสารปลอม เปลี่ยนป้ายทะเบียนและสีรถ ก่อนถูกจับในข้อหาอยู่เกินกำหนดอนุญาต
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จับกุมนายหวู่ (Mr. Wu) อายุ 37 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาที่ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนออกหมายจับในคดีเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน หลังสืบทราบว่าหลบหนีเข้ามาพักอาศัยในประเทศไทย


จากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พบว่านายหวู่มีบทบาทในเครือข่ายฟอกเงิน โดยทำหน้าที่รับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลและเงินตราต่างประเทศให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับบัญชีจำนวนกว่า 133 บัญชี และมีเงินหมุนเวียนรวมมากกว่า 500 ล้านหยวน หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่านายหวู่ทำหน้าที่จัดหาวีซ่าให้บุคคลในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินอื่นอีกด้วย

รูปภาพบทความรูปภาพบทความ


ใช้เอกสารปลอม เปลี่ยนทะเบียน–สีรถ หวังหลบการติดตามระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่านายหวู่พยายามปกปิดสถานที่พักอาศัย โดยใช้เอกสารปลอมในการแจ้งที่พัก รวมถึงเปลี่ยนป้ายทะเบียนรถยนต์และหุ้มฟิล์มเปลี่ยนสีตัวรถ หรือแรปรถ (Car Wrap) เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่


พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้การติดตามตัวเป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนยังคงลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลและตรวจสอบความเชื่อมโยง จนพบหลักฐานนำไปสู่บ้านหรูแห่งหนึ่งในย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานที่หลบซ่อนตัว

รูปภาพบทความรูปภาพบทความ


เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบภายในบ้าน พบชายชาวจีนมีรูปพรรณและข้อมูลประจำตัวตรงกับนายหวู่ ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีน จึงแสดงตัวเข้าควบคุมตัว


พบอยู่เกินกำหนดเกือบ 4 ปี เตรียมประสานจีนรับตัวดำเนินคดี
จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางและสถานะการพำนักในประเทศไทย พบว่าการอนุญาตให้นายหวู่อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลงแล้วประมาณ 3 ปี 8 เดือน
เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายไทย


หลังจากดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อดำเนินการส่งตัวกลับให้ทางการจีนรับไปดำเนินคดีตามหมายจับต่อไป


ทั้งนี้ ยอดเงินกว่า 2,000 ล้านบาทเป็นวงเงินหมุนเวียนที่ตำรวจระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่าย ไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้จากการจับกุมครั้งนี้