ท่ามกลางกระแสวาทกรรมนอกสนามของครอบครัวที่พยายามนำเขาไปเปรียบเทียบและยกตนข่มตำนานรุ่นพี่ ลามีน ยามาลเลือกที่จะตอบโต้และพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยวิธีที่ชาญฉลาดที่สุด นั่นคือ "ผลงานบนผืนหญ้า" ล่าสุดเจ้าตัวเพิ่งผงาดคว้ารางวัล Player of the Match จากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) หลังโชว์ฟอร์มเป็นเดอะแบกพา บาร์เซโลนา บุกไปรัวคัมแบ็กใส่ กาลาตาซาราย 4-1 ถึงสนาม RAMS Park กรุงอิสตันบูล เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

Article Image

เกมนี้ บาร์เซโลนา ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง หลังโดนเจ้าบ้านยิงขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 28 จาก อเล็กเซย์ บาตราคอฟ บรรยากาศในรังเหย้าของทีมจากตุรกีขึ้นชื่อเรื่องความกดดันและเสียงเชียร์ที่พร้อมจะข่มขวัญผู้มาเยือน แต่แทนที่ดาวรุ่งวัย 19 ปีจะเสียสมาธิ ยามาลกลับแสดงวุฒิภาวะในการเล่นที่เหนือกว่าอายุ

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงวิศวกรรมแทคติกคือ ยามาลไม่ได้มีชื่อเป็นผู้ทำประตูในเกมนี้ แต่เขาคือ "ศูนย์กลางการทะลวงแนวรับ" (Playmaking Hub) อย่างแท้จริง หลังจากที่ ฌูเวา กังเซลู ยิงตีเสมอให้ทีมได้ก่อนหมดครึ่งแรก ยามาลก็มาระเบิดฟอร์มในครึ่งหลังด้วยการทำ 2 แอสซิสต์ สำคัญ ปั้นบอลสุดแม่นยำให้ เฟร์มิน โลเปซ โหม่งขึ้นนำในนาทีที่ 50 และจ่ายถวายพานให้ แอนโทนี กอร์ดอน หลุดเข้าไปซัดประตูที่สามในอีก 3 นาทีต่อมา ก่อนที่ คาริม อเดเยมี่ จะมาตอกฝาโลงลูกที่ 4 ในช่วงกลางครึ่งหลัง

Article Image

ฮันซี ฟลิค ผู้จัดการทีมบาร์เซโลนา ออกมาตอกย้ำหลังเกมว่า "ยามาลคือคนที่พลิกเกมให้เรา" นี่คือความจริงที่สอดคล้องกับสถิติบนสนาม การจ่ายบอลจังหวะสุดท้ายของเขาแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ (Vision) และน้ำหนักการจ่ายบอล (Weight of pass) ที่สมบูรณ์แบบ ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงท้ายเกมที่ เปดริ ถูกถอดออก ยามาลยังได้รับความไว้วางใจให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมอีกด้วย

บทสรุปจากเกมนี้คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ลามีน ยามาล กำลังก้าวผ่านการเป็นเพียง "ปีกดาวรุ่งจอมเลื้อย" ไปสู่การเป็น "เพลย์เมกเกอร์ที่กำหนดทิศทางเกมได้" การคว้ารางวัล MVP ในเกมเยือนระดับทวีปที่กดดันมหาศาล คือเครื่องยืนยันว่าเขาพร้อมจะแบกรับความคาดหวังของทีมด้วยสองเท้าของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาวาทกรรมโอ้อวดจากคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

 

CR.ap