ภายใต้นโยบายเชิงรุกในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและกวาดล้างขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างเด็ดขาด ทางศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามสนธิกำลังเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ภายใต้รหัส “Anti-Scam Matrix” เพื่อทลายองค์กรอาชญากรรมและการฟอกเงินเครือข่ายข้ามชาติ

สืบเนื่องจาก ศูนย์ ACSC ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบรายชื่อชาวต่างชาติที่ได้รับวีซ่าพิเศษ Thailand Privilege นำมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลการแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (TPO) จนพบความผิดปกติว่า บัญชีธนาคารของชาวต่างชาติสัญชาติจีนผู้ถือวีซ่าดังกล่าว มีเส้นทางการเงินรับโอนมาจากบัญชีของกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุหลอกลวงเหยื่อ  ได้มอบหมายให้ กก.5 บก.ป.สืบสวนสอบสวนขยายผลอย่างละเอียด

จากการสืบสวนพบว่า มีผู้เสียหายถูกกลุ่มคนร้ายหลอกลวงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นในลักษณะ (Block Trade) ผ่านเพจเฟซบุ๊กปลอม โยงไปสู่แอปพลิเคชันสนทนา “แอดมินกานต์” และแพลตฟอร์มเว็บไซต์ปลอมชื่อ ⁠eto-th.com⁠ รวมถึงแอปพลิเคชัน “ETO TH”มีหน้าม้าอ้างตัวเป็นอาจารย์สอนเทรดหุ้นและคู่หูลงทุนหลอกให้ตายใจ

เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชินิติบุคคลของกลุ่มคนร้ายรวม 13 บัญชี เป็นเงินกว่า 26.5 ล้านบาท และต่อมาถูกบ่ายเบี่ยงอ้างว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มจึงจะถอนเงินได้ กระทั่งรู้ตัวว่าถูกหลอก

จากการแกะรอยเส้นทางการเงินเชิงลึกนานกว่า 5 เดือน พบพฤติการณ์การฟอกเงินที่ซับซ้อน  กลุ่มคนร้ายกระจายเงินผ่านบัญชีม้า เบิกถอนเงินสด ข้ามไปใช้บริการโพยก๊วนแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ชำระค่าบริการผ่านระบบ Payment Gateway และแปลงสภาพเงินสดให้กลายเป็น สินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตน (Non-Custodial Wallet) เพื่อทำลายเส้นทางการเงิน ก่อนจะผ่องถ่ายไปยังองค์กรฟอกเงินระดับใหญ่ที่มีชาวต่างชาติถือวีซ่า Thailand Privilege เกี่ยวข้องถึง 9 ราย

พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการรวม 71 ราย ก่อนจะเปิดปฏิบัติการระดมกำลังตรวจค้นเป้าหมายรวม 27 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, เชียงราย, สมุทรปราการ, สระบุรี, สิงห์บุรี, นครปฐม, ชลบุรี, กาฬสินธุ์, นราธิวาส และระนอง

ผลการตรวจค้น  จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 39 ราย (สัญชาติไทย 30 ราย, จีน 8 ราย และเมียนมา 1 ราย) ตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, และสมคบฟอกเงิน” (ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างติดตามจับกุมและบางส่วนถูกคุมขังในคดีอื่น)

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจยึดของกลางและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดตามกฎหมาย ปปง. รวมกว่า 500 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. อสังหาริมทรัพย์และบ้านหรู: บ้านหรูย่านกรุงเทพกรีฑาและพื้นที่กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ รวม 8 หลัง (มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท) ซึ่งกลุ่มคนร้ายใช้เงินฟอกซื้อหรือเช่าระยะยาวเพื่อแปลงสินทรัพย์

2. เอกสารสิทธิ์และห้องชุด: โฉนดที่ดิน จ.สมุทรปราการ และห้องชุดย่านพระราม 9 จำนวน 3 ห้อง (มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท)

3. รถยนต์หรูแบรนด์ดัง: 10 คัน อาทิ Porsche Cayenne, Lexus LM300h, Toyota Alphard, Tesla Model Y, ZEEKR 009 และ Mercedes-Benz C300e

4. เงินสดและเงินตราต่างประเทศ: รวมกว่า 4.2 ล้านบาท (เงินไทยและ 5 สกุลเงินต่างประเทศ)

5. สินทรัพย์ดิจิทัล: เหรียญ USDT มูลค่ากว่า 838,000 บาท

6. ทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ: เครื่องประดับทองคำ อัญมณี นาฬิกาหรู และกระเป๋าแบรนด์เนมรวม 87 รายการ

7. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก และคอมพิวเตอร์ รวมกว่า 155 ชิ้น

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาชาวจีนบางรายให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินให้หัวหน้าขบวนการที่เป็นระดับหุ้นส่วนของศูนย์ Scammer ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา

เงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ นำไปหมุนเวียนจ่ายให้เหยื่อตายใจในตอนต้น, เบิกถอนเงินสดส่งมอบเครือข่าย, และนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อฟอกเงินให้ดูถูกกฎหมาย

ทั้งนี้ ตำรวจกองปราบปราม CIB จะเร่งขยายผลสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับกุมบุคคลในเครือข่ายที่เหลือทั้งหมด พร้อมเดินหน้าทำลายรากเหง้าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินี้อย่างราบคาบต่อไป

รูปภาพบทความ

รูปภาพบทความ

รูปภาพบทความ

รูปภาพบทความ

รูปภาพบทความ

รูปภาพบทความ