“หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” เข้าให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะพยาน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 หลังได้รับหมายเรียกให้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคเงินให้กับ มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ และนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง”

หนุ่ม กรรชัย เปิดเผยก่อนเข้าให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาเคยบริจาคเงินหลายครั้ง โดยยอดสำคัญมีอย่างน้อย 1.5 ล้านบาท แบ่งเป็นวันที่ 18 กันยายน 2567 จำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของกัน จอมพลัง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ เนื่องจากในช่วงนั้นยังไม่มีการจัดตั้งมูลนิธิ

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ได้บริจาคอีก 500,000 บาท เข้าบัญชีของมูลนิธิ หลังมีการจัดตั้งมูลนิธิแล้วประมาณ 1–2 เดือน

นอกจากนี้ หนุ่มยังระบุว่า เคยมีการบริจาคยอดอื่นอีก เช่น 30,000 บาท รวมถึงยอดย่อยในโอกาสต่าง ๆ ดังนั้นยอดบริจาครวมทั้งหมดอาจมากกว่าสองรายการหลักดังกล่าว

หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า การบริจาคทุกครั้งเกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้อน เนื่องจากตัวเองไม่สามารถลงพื้นที่ได้ จึงเลือกสนับสนุนคนที่ทำงานภาคสนามแทน

พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมาไม่เคยสอบถามรายละเอียดว่าเงินที่บริจาคถูกนำไปใช้อย่างไร เพราะมีความไว้เนื้อเชื่อใจ และเชื่อว่าเงินควรถูกนำไปช่วยประชาชนตามวัตถุประสงค์

สำหรับการเข้าให้ข้อมูลกับ DSI หนุ่มย้ำว่า ตัวเองมาในฐานะพยานและผู้เคยบริจาคเท่านั้น ไม่ได้มาเพื่อกล่าวหาใคร แต่เป็นการให้ข้อมูลว่าที่ผ่านมาได้โอนเงินเมื่อใด จำนวนเท่าใด และมีวัตถุประสงค์อย่างไร

ส่วนกรณีที่ในอนาคตหน่วยงานตรวจสอบพบความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาค หนุ่มระบุว่า ต้องรอดูข้อเท็จจริงและผลการตรวจสอบก่อน หากพบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงค่อยปรึกษาทนายความว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เจ้าตัวยังยืนยันว่า การถูกเรียกมาให้ข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ตัวเองเลิกบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาเคยช่วยเหลือหลายมูลนิธิ โดยส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะทั้งผู้บริจาคและคนทำสื่อ หนุ่มมองว่า มูลนิธิต่าง ๆ ควรมีการเปิดเผยรายรับ รายจ่าย และการนำเงินไปใช้ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสต่อผู้บริจาค

ส่วนความสัมพันธ์กับ “กัน จอมพลัง” หนุ่ม กรรชัย ระบุว่า ไม่อยากใช้คำว่า “ตัดขาด” เพราะเป็นคำที่รุนแรงเกินไป แต่ยอมรับว่าปัจจุบันไม่ได้มีความใกล้ชิดเหมือนเดิม พร้อมกล่าวในลักษณะว่า “ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า เพราะไม่ได้คลิกกันแล้ว” และยืนยันว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่ได้พาดพิงอีกฝ่าย

ทั้งนี้ การตรวจสอบของ DSI ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และการเข้าให้ข้อมูลของบุคคลต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริง ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุคคลใดกระทำความผิด