“ศุภชัย” ชวนสังคมทบทวนระบบการเงินไทยพีบีเอส ย้ำรัฐมีอำนาจการจัดสรรงบประมาณ ตรวจสอบได้ไม่ใช่แทรกแซงสื่อ ชี้ “นวัตกรรมที่ดี” ต้องพิสูจน์ตัวเองได้ เงินสาธารณะต้องตรวจสอบได้ สอดคล้องข้อท้วงติง “บุญเลิศ–ธีรัตถ์”

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ชวนสังคมพิจารณาประเด็นการแก้ไขระบบ “เงินบำรุง” ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ด้วยเหตุผล พร้อมขอให้แยกเรื่องนี้ออกจากข้อกล่าวหาว่าใครกำลังพยายามทำลายหรือแทรกแซงสื่อสาธารณะ โดยย้ำว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารและตรวจสอบ “เงินของประชาชน”

นายศุภชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา การจัดเก็บรายได้ของรัฐและการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นอำนาจสาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญจึงกำหนดระบบการเงินการคลังและงบประมาณไว้อย่างเข้มงวด การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องมีฐานกฎหมาย และงบประมาณรายจ่ายต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา

“หลักสำคัญจึงมีอยู่ว่า เงินสาธารณะต้องมีที่มา มีเหตุผลในการใช้ มีผู้รับผิดชอบ และตรวจสอบได้”

เมื่อย้อนกลับมาดูพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 มาตรา 12 ได้สร้างกลไกทางการเงินที่พิเศษขึ้น โดยกำหนด “เงินบำรุงองค์การ” ผูกกับฐานภาษีสุราและยาสูบ และให้เป็นรายได้ขององค์การโดยตรง ขณะที่มาตรา 13 กำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรดำเนินการจัดเก็บ

ดังนั้น นายศุภชัยเห็นว่า ต้องพูดให้ถูกต้องว่า ไทยพีบีเอสไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไป “เก็บภาษีเอง” แต่กฎหมายได้สร้าง “สิทธิทางการคลังที่พิเศษ” ให้องค์กรหนึ่งมีรายได้ซึ่งผูกกับฐานภาษี โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามปกติ

สำหรับแนวคิดในการออกแบบระบบดังกล่าว นายศุภชัยยอมรับว่าเข้าใจเหตุผลของผู้ร่างกฎหมายในวันนั้น โดยเฉพาะ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ซึ่งมีบทบาททางความคิดเกี่ยวกับการออกแบบสื่อสาธารณะและ Earmarked Tax และอธิบายระบบนี้ในฐานะนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความเป็นอิสระทางการเงินแก่สื่อสาธารณะ

“ผมเคารพความเห็นนั้น แต่ขอตั้งคำถามอย่างสุภาพว่า คำว่า ‘นวัตกรรม’ หมายความว่า เมื่อออกแบบระบบไว้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนแล้ว เราจะต้องใช้ระบบเดิมตลอดไปโดยห้ามทบทวนหรือ?”

นายศุภชัยยังหยิบยกข้อสังเกตของคุณเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส ซึ่งตั้งคำถามในประเด็นนี้ไว้น่าคิด โดยแยกระหว่าง “นวัตกรรม” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนวัตกรรม”

เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ต่อให้เราออกแบบบ้านมาดี ใช้วัสดุดี และแบบบ้านเคยได้รับรางวัล แต่เมื่ออยู่ไปแล้วเกิดปัญหา สิ่งที่ควรพิจารณาคือสภาพของบ้านในวันนี้ ไม่ใช่อ้างเพียงว่าแบบบ้านเมื่อวันแรกดีเพียงใด

และเหตุผลที่นายศุภชัยเห็นว่าสังคมยิ่งควรกล้าทบทวนระบบ คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้มาจากนักการเมืองหรือคนนอกไทยพีบีเอสเท่านั้น แต่ยังมาจากบุคคลที่อยู่ภายในองค์กรเอง

หนึ่งในนั้นคือ คุณบุญเลิศ คชายุทธเดช หรือที่คนในวงการสื่อรู้จักในชื่อ “บุญเลิศ ช้างใหญ่” ซึ่งเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ได้ออกมาเขียนถึงปัญหาภายในอย่างตรงไปตรงมา

คุณบุญเลิศให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน พร้อมตั้งคำถามต่อโครงสร้างค่าใช้จ่าย ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ การจ้างบุคลากรหลังเกษียณกลับมาทำงาน ตลอดจนการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษในอัตราค่าตอบแทนสูง

มีการยกตัวอย่างการจ้างผู้เกษียณกลับมาเป็น “โค้ช” เดือนละ 100,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน รวมถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษบางตำแหน่งในระดับเกือบ 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคุณบุญเลิศชี้ว่าเป็นเรื่องที่สร้างความกังขาแก่พนักงานบางส่วน

อีกคำถามที่น่าสนใจคือ ในขณะที่สำนักข่าวบางแห่งมีคนทำงานเพียง 10–20 คน แต่สามารถลงพื้นที่ รายงานสด และผลิตผลงานข่าวที่มีคนติดตามจำนวนมาก เหตุใดไทยพีบีเอสซึ่งมีบุคลากรจำนวนมาก จึงยังมีค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทภายนอกผลิตรายการ และจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอกในอัตราที่สูงอีก

นอกจากนี้ คุณบุญเลิศยังให้ข้อมูลว่า การพูดว่าไทยพีบีเอสมีเงินใช้เพียงปีละ 2,000 ล้านบาท อาจยังไม่สะท้อนภาพทั้งหมด เพราะยังมีรายได้อื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่ายประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี รวมถึงดอกเบี้ยและรายได้อื่น โดยประเมินว่าเมื่อนำมารวมกันแล้ว การใช้จ่ายอาจอยู่ในระดับประมาณ 2,600–2,800 ล้านบาทต่อปี

“ผมไม่ได้ยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อตัดสินว่า การจ่ายเงินรายการใด ‘ผิด’ หรือ ‘ทุจริต’ แต่ผมกำลังถามว่า เมื่อแม้แต่กรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสเองยังออกมาตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพ โครงสร้างบุคลากร ค่าตอบแทน และวิธีการใช้เงินขององค์กร เราจะยังบอกสังคมได้หรือว่า ระบบการเงินที่ออกแบบไว้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนไม่ควรถูกนำกลับมาทบทวน?”

เสียงวิพากษ์ไม่ได้มีเพียงคุณบุญเลิศเท่านั้น นายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการและอดีตผู้ดำเนินรายการของไทยพีบีเอส ก็ออกมาตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ คุณธรรม และความโปร่งใสขององค์กร

ขณะเดียวกัน ยังมีสมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินที่ไทยพีบีเอสได้รับและการบริหารจัดการภายใน

ยิ่งไปกว่านั้น ต้นปี 2569 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้เข้าตรวจสอบไทยพีบีเอส หลังมีข้อร้องเรียนหลายประเด็น ทั้งการใช้ทรัพย์สินขององค์การ และการจัดซื้อจัดจ้างหรือจ้างผลิตรายการบางประเภท
5
นายศุภชัยย้ำว่า การถูกตรวจสอบไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริต ทุกฝ่ายต้องได้รับความเป็นธรรม และต้องรอผลการตรวจสอบตามกระบวนการ

“ผมยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อพิพากษาใคร แต่เพื่อถามว่า เมื่อองค์กรหนึ่งได้รับกลไกทางการเงินที่พิเศษมาเกือบสองทศวรรษ และวันนี้คำถามไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่ยังมาจากสื่อมวลชน อดีตคนใน กรรมการนโยบายขององค์กรเอง สมาชิกรัฐสภา และหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ เราควรกลัวการทบทวนระบบ หรือควรเปิดระบบให้พิสูจน์ตัวเอง?”

นายศุภชัยย้ำด้วยว่า ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกไทยพีบีเอส ไม่ได้เสนอให้รัฐบาลเข้าไปสั่งข่าว และไม่ได้เสนอให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปควบคุมเนื้อหาของสื่อ

“สิ่งที่ผมเสนอมีเพียงว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะนำกลไกทางการเงินส่วนนี้กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะกลับมาอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาและตรวจสอบตามระบบรัฐสภา”

พร้อมยกหลักการว่า แม้แต่ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรสำคัญตามรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรเหล่านั้นจะสูญเสียความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่

“รับงบประมาณจากรัฐ” ไม่เท่ากับ “ถูกแทรกแซงโดยรัฐ” เพราะความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ กับความรับผิดชอบในการใช้เงินสาธารณะ เป็นคนละเรื่องกัน และสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้

นายศุภชัยมองว่า วันนี้ไทยพีบีเอสมีอายุเกือบสองทศวรรษแล้ว โลกของสื่อเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ผู้รับสารเปลี่ยน และระบบกฎหมายด้านการเงินการคลังของประเทศก็เปลี่ยน

“การทบทวน ไม่ใช่การทำลาย การตรวจสอบ ไม่ใช่การแทรกแซง การแก้กฎหมาย ไม่ใช่การปิดปากสื่อ”

พร้อมทิ้งคำถามไว้ว่า หากกลไกทางการเงินที่ออกแบบไว้เมื่อปี 2551 ยังดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ก็ขอให้อธิบายด้วยข้อมูลและเหตุผล แต่ถ้าข้อเท็จจริงและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว ก็ควรกล้าทบทวน

“เพราะนวัตกรรมที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นแล้วห้ามแตะต้อง นวัตกรรมที่ดีต้องพิสูจน์ตัวเองได้ เงินสาธารณะต้องตรวจสอบได้ และยิ่งรัฐมอบกลไกทางการเงินที่พิเศษให้ใครมากเท่าใด ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องสูงขึ้นเท่านั้น”