วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท.203/2568 ซึ่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายอลงกต พูลมุข หรืออดีตพระราชวิสุทธิประชานารถ (อลงกต ติกขปญโญ) เป็นจำเลยที่ 1 และ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีเกี่ยวกับเงินของวัดพระบาทน้ำพุและความผิดฐานฟอกเงิน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด โดยความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นโดยทุจริต ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี และฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุก 3 ปี

เนื่องจากคำให้การและทางพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ทำให้ความผิดฐานเบียดบังทรัพย์คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 185 กระทง เป็น 740 ปี และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินคงจำคุก 2 ปี รวมโทษตามกระทง 742 ปี

รูปภาพบทความ

ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต กระทงละ 4 ปี และฐานฟอกเงินหรือร่วมกันฟอกเงิน กระทงละ 3 ปี ก่อนลดโทษหนึ่งในสามเนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา

หลังลดโทษ ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนคงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน จำนวน 185 กระทง ส่วนความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินคงจำคุกกระทงละ 2 ปี จำนวน 8 กระทง

รูปภาพบทความ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขโทษหลายร้อยปีเป็นการรวมโทษจากความผิดหลายกระทง ไม่ได้หมายความว่าจำเลยจะถูกจำคุกจริงตามจำนวนปีทั้งหมดดังกล่าว เพราะศาลกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง สูงสุดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

นอกจากนี้ ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันคืนเงินจำนวน 306,026,143.50 บาท แก่วัดพระบาทน้ำพุ ผู้เสียหาย

คดีนี้สืบเนื่องจากการสอบสวนเส้นทางเงินและเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ ก่อนที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจะจับกุมอดีตพระอลงกตและนายเสกสันน์เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการเบียดบังทรัพย์ของเจ้าพนักงานและฟอกเงิน