กรมชลฯ อัปเดตสถานการณ์น้ำ 5 ต.ค. 69! เขื่อนป่าสักฯ น้ำแน่น 110% ทยอยปรับเพิ่มการระบาย ส่งผลท้ายเขื่อนพระราม 6 พุ่ง 1.00–1.20 เมตร เตือน 8 ตำบล อ.ท่าเรือ รับมือ ยัน กทม. ยังปลอดภัย
วันที่ 5 ตุลาคม 2569 กรมชลประทานรายงานอัปเดตสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด หลังปริมาณน้ำสะสมทางตอนบนและฝนที่ตกต่อเนื่องส่งผลให้ต้องปรับแผนการบริหารจัดการน้ำเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
1. สถานการณ์ลุ่มน้ำป่าสัก
-
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี: ปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 957 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 110% ของความจุ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจุบันควบคุมการระบายน้ำอยู่ที่ 500 ลบ.ม./วินาที
-
เขื่อนพระราม 6 จ.พระนครศรีอยุธยา: ปริมาณน้ำไหลผ่าน 675 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
-
ผลกระทบระดับน้ำ: ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักบริเวณท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00–1.20 เมตร
-
พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ: อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ตำบลท่าเรือ, ท่าหลวง, จำปา, ท่าเจ้าสนุก, ศาลาลอย, วังแดง, โพธิ์เอน และปากท่า
2. จุดเชื่อมโยงก่อนเข้ากรุงเทพมหานคร
แม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนไหลผ่านสถานี C.29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,532 ลบ.ม./วินาที ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมไม่ให้เกิน 3,600 ลบ.ม./วินาที จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร
3. สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
-
สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์: ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,038 ลบ.ม./วินาที (มีแนวโน้มลดลง)
-
สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท: ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,500 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +17.32 ม.รทก. (ทรงตัว)
-
แนวทางบริหารจัดการ: แม้ปริมาณน้ำตอนบนบางจุดจะเริ่มลดลง แต่น้ำสะสมเหนือเขื่อนยังมีปริมาณมาก กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มและคงอัตราการระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อควบคุมระดับน้ำ ชะลอความเร็วของมวลน้ำ และลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน
กรมชลประทานระบุว่า หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักฯ และเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น จะมีการแจ้งเตือนและอัปเดตสถานการณ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะต่อไป






